| เอียน
ถ้ามีการสำรวจประชามติว่าคนไทยโดยทั่วไปรู้สึกเอียนอะไรมากที่สุด คิดว่าที่น่าเอียนเป็นอันดับหนึ่งคือข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันดับที่สองได้แก่การเคลื่อนไหวของขบวนการทางการเมืองนอกระบบรัฐสภา และอันดับสามก็คงหนีไม่พ้นจากเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นได้ว่าข่าวคราวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยห่างหายไปจากหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ หรือโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ซึ่งแต่ละข่าวแต่ละครั้งล้วนเป็นข่าวที่ถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นระบบโดยต่อเนื่อง และสามารถสร้างปฏิกริยาไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบได้เสมอ ยิ่งในตอนนี้พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลและกุมกลไกด้านสื่อของรัฐไว้ในมือ ก็ยิ่งทำให้ปริมาณข่าวเกี่ยวกับคุณทักษิณเพิ่มมากขึ้น จนคนรู้สึกเอียนเพิ่มตามไปด้วย - ผมเคยเขียนลงในคอลัมน์วันเว้นวันฯ เมื่อสัก 2 ปีที่แล้วว่า ที่คุณทักษิณมีอาการของคนที่เสพติดข่าวของตัวเอง ชอบที่จะเห็นภาพเห็นข่าวของตัวเองปรากฏตามสื่อต่าง ๆ หรือมีผู้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคุณทักษิณ และสิ่งที่คุณทักษิณกลัวมากที่สุดก็คือการไม่เป็นข่าว หรือการเป็นผู้ที่ถูกลืม ดังนั้น วิธีที่จะแก้ลำกับคุณทักษิณอย่างได้ผลชะงัดที่สุด ก็คือการที่ทุกฝ่ายจะต้องพร้อมใจกันไม่เสนอข่าวคุณทักษิณ หรือพูดถึงคุณทักษิณอีกต่อไป – คุณทักษิณอยากจะแสดงบทบาทผู้นำของผู้นำพรรคการเมืองของตน ก็ปล่อยให้แสดงอยู่ภายในพรรค ไม่มีการถ่ายทอดข่าวออกมาสู่สาธารณชน คุณทักษิณอยากจะแสดงความร่ำรวยมั่งมี ก็แสดงอยู่ในที่ทางของตน คนภายนอกไม่ต้องถูกเกณฑ์ให้รับรู้ด้วย และถ้าคุณทักษิณอยากทำอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้คุณทักษิณทำไปตามลำพัง โดยสื่อมวลชนกระแสหลักและพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไม่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อมให้คุณทักษิณ
เรื่องน่าเอียนอันดับที่สองคือการเคลื่อนไหวของขบวนการทางการเมืองต่าง ๆ นอกระบบรัฐสภา ไม่ว่าจะสีสันอะไร และไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร เพราะในเมื่อเรามีกระบวนการทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว การต่อสู้ทางการเมืองก็ควรทำกันในรัฐสภาด้วยกฎเกณฑ์กติกาและมารยาทที่ทุกคนยอมรับ ไม่ใช่สร้างรูปแบบของการต่อสู้สองแนวทาง มุ่งแต่จะเอาชนะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยไม่เคารพความถูกต้อง ซึ่งส่งผลให้การเมืองไทยและประเทศไทยติดอยู่ในปลักไม่อาจก้าวเดินไปข้างหน้าได้มาหลายปีดีดักแล้ว
เรื่องน่าเอียนอันดับสุดท้าย คือเอียนซ่าหรืออาเซียน เพราะเวลานี้คนไทยถูกป้อนเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนผ่านการรับรู้ในปริมาณที่ล้นหลาม ไม่ต่างจากเด็กนักเรียนที่มาเร่งดูตำราหามรุ่งหามค่ำตอนใกล้จะสอบไล่ ทั้งที่มีเวลาตั้งมากมายก่อนหน้านั้นแต่ก็ไม่เคยคิดที่จะใส่ใจ และข้อมูลหรือเนื้อหาเกี่ยวกับอาเซียนที่แพร่หลายกันอยู่ในเวลานี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเก่าที่ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทั่วไปพื้น ๆ สถิติการค้าคร่าว ๆ ศิลปวัฒนธรรมอย่างฉาบฉวย และแหล่งท่องเที่ยว ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่การสอบไล่หรือสอบเอนทรานส์เพื่อให้ผ่าน ๆ ไป แต่เป็นเหมือนการแต่งงานที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการท่องจำข้อมูลส่วนบุคคลของคู่สมรส และต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากันได้ดี รวมทั้งมองหาหนทางทำมาหากินเพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคง
ในอดีตประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของอาเซียน แต่ในเวลานี้ก็คงจะเห็นกันแล้วว่ามีหลายประเทศก้าวแซงขึ้นไปอยู่ข้างหน้าเรา – ถ้าการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเสมือนการแต่งงาน ทำอย่างไรครับ ประเทศไทยของเราจะอยู่ในฐานะเมียหลวงของประชาคมฯ อย่างเชิดหน้าชูตา ไม่ใช่เมียน้อยที่นั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าป้อย ๆ เหมือนในนิยายรันทดกำสรดเศร้าสมัยก่อน?
.....................................
|