ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


ราชันสองโลก (2) เช เกวารา article
 
 

            

เล่าสู่กันฟัง 14

ราชันสองโลก (2)

 

            เออเนสโต เกวารา เด ลา เซนา ( Ernesta Guevara de la Serna) เกิดที่โรซาริโอ

ในอาร์เจนตินา เมื่อ 14 มิถุนายน ค.ศ.1928 บิดาเป็นลูกครึ่งไอริช-สแปนนิช มารดากำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่เล็ก จึงอยู่ในความดูแลของป้าซึ่งเคร่งศาสนา และพี่สาวที่แต่งงานกับกวีที่นิยมคอมมิวนิสต์ ครอบครัวของเกวารามีแนวคิดทางเสรีนิยม และต่อต้านนาซี ต่อต้านประธานาธิบดีเปรอง และไม่เคร่งศาสนา แถมยังนิยมชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งทำให้เขาพลอยปฏิเสธทั้งระบอบทุนนิยม และคอมมิวนิสต์นิยมในแนวทางของโซเวียตไปด้วย ในวัยหนุ่มเกวาราชื่นชอบงานของฌอง ปอล ซาร์ต, พาโบล เนรูด้า, ซิโร อาเลเกรีย และคาร์ล มาร์ซ เป็นพิเศษ จนถึงกับเคยคิดที่จะเขียนชีวประวัติของมาร์ซ

            เกวาราเข้าศึกษาในคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยบัวโนส ไอเรส ช่วงนี้เขาสนใจทั้งสตาลินและมุสโซลินี แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมขบวนการทางการเมืองของนักศึกษาแต่ในปี 1951 ด้วยคำแนะนำของอัลแบร์โต กรานาโด (Alberto Granado) เพื่อนนักศึกษาหัวรุนแรง เกวาราจึงลาพักการเรียนไว้ 1 ปี เพื่อท่องเที่ยวไปตามประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ด้วยรถมอเตอร์ไซลฺค์ นอร์ตัน 500 เก่า ๆ ซึ่งมีชื่อที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า la Poderosa หรือ  the mighty one เพื่อเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ถึงชีวิตและสภาพการณ์ที่แท้จริงของชาวลาตินอเมริกันและชนพื้นเมืองในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งมีความเป็นอยู่ที่ยากจนและแร้นแค้น จากการเดินทางในครั้งนั้นเขาได้เขียนบันทึกการเดินทางเล่มหนึ่ง คือ The Motorcycle Diaries และเริ่มแสดงแนวคิดวิพากษ์การครอบงำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อประเทเศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ เกวารากลับมาเรียนต่อจนสำเร็จในปี 1953 และเดินทางท่องไปในอาร์เจนตินาและอเมริกาใต้อีกครั้ง

            และในปี 1953 นั้นเองที่เกวาราได้เดินทางไปยังกัวเตมาลา  ซึ่งขณะนั้นจาโคโบ อาร์เบรนซ์(Jacobo Abrenz) ผู้นำฝ่ายซ้าย ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และดำเนินการปฏิรูปประเทศหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เพื่อนำไปสู่การปฎิวัติทางสังคม แต่แล้วในปี 1954  CIA ได้เข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนให้มีการโค่นล้มรัฐบาลของจาโคโบ อาร์เบรนซ์   เกวาราได้อาสาที่จะต่อสู้กับฝ่ายรัฐประหาร แต่อาร์เบรนซ์รู้ดีว่าไม่มีทางจะสู้ได้จึงขอให้พวกต่อต้านทั้งหลายรีบหลบหนีออกนอกประเทศ เกวาราเองได้ซ่อนตัวอยู่ในสถานกงสุลอาร์เจนตินาจนปลอดภัย จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เกวาราปักใจเชื่อว่าหนทางเดียวที่จะต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ ได้ ก็คือการปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน จนถึงกับเคยสาบานต่อหน้ารูปถ่ายของสตาลินว่า เขาจะไม่ยอมยุติการต่อสู้ จนกว่าจะกำจัดพวกทุนนิยมให้สิ้นซาก

อย่างไรก็ตามช่วงที่อยู่ที่กัวเตมาลา เกวาราได้พบกับฮิลด้า กาเดีย (Hilda Gadea) หญิงสาวชาวเปรูและแต่งงานกันในปี 1955 ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน และที่กัวเตมาลานี่เองที่ทำให้เขาได้สมญาว่า “เช” (Che) ซึ่งมาจากคำว่า Hey ในภาษาสแลงของชาวอาร์เจนตินา

            เกวาราเดินทางไปเม๊กซิโกในปี 1956  ที่นั่นเขาได้เพื่อนใหม่ชาวคิวบาซึ่งมีแนวคิดคล้ายกันคือฟิเดล คาสโตร และราอูล น้องชาย – พี่น้องคาสโตรคู่นี้กำลังรวบรวมคนเพื่อต่อต้านนายพลฟูลเกนซิโอ บาติสต้า (Fulgencio Batista) ซึ่งปกครองคิวบาด้วยระบอบเผด็จการ หลังการโค่นล่มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในปี 1952 เกวาราโดดเข้าร่วมมือด้วยทันทีกับขบวนการใต้ดินนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า “ขบวนการ 26 มิถุนาฯ”

            ในปลายปี 1956 พลพรรคใต้ดินจำนวน 80 คน โดยมีเกวาราเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวคิวบาได้ลงเรือยนต์จากเม๊กซิโกไปขึ้นบกที่ชายฝั่งคิวบาบริเวณเขตอิทธิพลของกองกำลังปฏิวัติ และแม้จะต้องผจญกับอาการป่วยด้วยโรคหืดหอบแต่เกวาราก็มีความสุขกับการทำสงครามกองโจร ซึ่งใช้นโยบายปฏิรูปที่ดินเป็นตัวปลุกกระแสการสนับสนุนจากประชาชนในชนบท ความเอาจริงเอาจัง เด็ดเดี่ยว และยึดมั่นในแนวคิดของตนเอง ทำให้เกวาราได้รับการยอมรับจากมวลสมาชิกอย่างรวดเร็ว

            ในปี 1958 เกวาราได้พบรักอีกครั้งกับอลิดา มาร์ช (Aleida March) นักปฏิวัติสาวที่ร่วมรบด้วยกัน  เกวารายังคงเขียนบันทึกและบทความอยู่ตลอดเวลา ผลงานของเขาได้รับการลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของฝ่ายปฏิวัติ และได้คัดสรรรวมพิมพ์เป็นเล่มในปี 1963 ในชื่อ การเดินทางแห่งสงครามปฏิวัติ (Pasajes de la Guerra Revolucionaria)

            เกวาราต่อสู้อย่างเข้มแข็งจนได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอก (Comandante) และเมื่อกองทัพปฏิวัติมีชัยชนะในปี 1959 เขาก็ได้ร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลของคาสโตร และมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติและกำหนดนโยบายทางสังคม เกวารามีความเห็นว่า “การสร้างลัทธิคอมมิวนิสต์ จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ไปพร้อม ๆ กับกับการสร้างฐานทางเศรษฐกิจ” และพื้นฐานของการปฏิวัติก็คือ “ความสุขของประชาชน” เช่นเดียวกับ “การปฎิวัติที่แท้จริงต้องนำพาด้วยความรักอันยิ่งใหญ่”

            หลังจากนั้นไม่นาน เกวาราได้รับสัญชาติคิวบา และใช้ชื่อ “เช” อย่างเป็นทางการ  เกวาราหย่าจากกาเดียมาแต่งงานกับอลิดา มาร์ช และมีบุตรด้วยกัน 4 คน เขาได้เป็นประธานธนาคารชาติคิวบา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม  ซึ่งพยายามผลักดันให้คิวบาเป็นประเทศสังคมนิยมอุตสาหกรรม และโจมตีนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศโลกที่สามอย่างรุนแรงเสมอ  เกวาราได้เสนอให้โซเวียตติดตั้งขีปนาวุธในคิวบาเพื่อป้องกันคิวบาจากการโจมตีของสหรัฐฯ จนเกือบก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ซึ่งเกวาราเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าในตอนนั้นคิวบามีขีปนาวุธอยู่ในมือ เขาก็คงจะถล่มสหรัฐฯ ไปแล้ว

            เกวารามีความเชื่อในแนวทางการปฏิวัติแบบกองโจร โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรขนาดใหญ่  ในปี 1964 เขาได้ขอให้คาสโตรส่งเขาไปอัฟริกาพร้อมกับ “ที่ปรึกษา” ชาวคิวบา เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของลุมมุมบา (Lummunba) ในสงครามคองโก แต่ได้ล้มป่วยลงจนในที่สุดต้องเดินทางกลับคิวบา

            ภายหลังการไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อียิปต์ และอัฟริกาในปี 1965เกวาราได้หายหน้าไปจากสาธารณชน แม้ว่าเขาจะทรงอำนาจเป็นอันดับสองในคิวบารองจากคาสโตร แต่ความชื่นชมจีนและการเริ่มตีตัวออกห่างจากโซเวียตของเกวาราได้สร้างปัญหาให้แก่คิวบา และความอึดอัดใจให้แก่คาสโตรไม่น้อย และว่ากันว่าคาสโตรเป็นผู้ขอให้เกวาราเก็บตัว ท่ามกลางข่าวลือต่าง ๆ นานา ทั้งในและนอกคิวบา

            ในวันที่ 3 ตุลาคม 1965  คาสโตรได้เปิดเผยจดหมายของเกวาราที่ขอลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาล ในพรรค และกองทัพ รวมทั้งการเป็นพลเมืองของคิวบา  เพื่อเดินทางออกจากคิวบาไปต่อสู้ตามแนวทางปฏิวัติของตนในต่างแดน แม้จะไม่มีการยืนยันว่าเกวาราไปอยู่ที่ไหน แต่ก็เชื่อกันว่าเขาคงดำเนินการปฏิวัติอยู่ที่ใดที่หนึ่งในลาตินอเมริกา

            เกวาราร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ชาวคิวบาและพลพรรคคอมมิวนิสต์โบลิเวียได้ก่อตั้งหน่วยกองโจรขึ้นในป่าแถบนานคาฮาซู (Nancahazu) ในโบลิเวีย โดยมีกำลังพลเพียงแค่ 120 คน ขณะเดียวกันประธานาธิบดีเรเน บาริเอนโตส (Rene Barrientos)แห่งโบลิเวีย ก็ได้ประกาศความต้องการที่อยากจะเห็นศีรษะของเกวาราถูกนำมาเสียบประจานไว้ที่กลางกรุงลาปาซ พร้อมกับส่งกองทหารที่ได้ผ่านการฝึกมาแล้วจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ออกล่าเกวาราอย่างเอาเป็นเอาตาย นอกจากนี้ ทางสหรัฐฯเองก็ยื่นมือเข้ามาให้ความสนับสนุน โดยส่งเจ้าหน้าที่จาก CIA เดินทางมาช่วยร่วมแกะรอยเกวาราด้วย  ซึ่งในช่วงนั้นเกวาราต้องต่อสู้ตามลำพังโดยไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆจากพรรคคอมมิวนิสต์โบลิเวียซึ่งนิยมโซเวียตเลย

            ในวันที่ 8 ตุลาคม 1967 เกวาราถูกจับกุมที่ลา อิเกรา (La Higuera) ภายหลังได้รับบาดเจ็บที่ขา และกระสุนปืนที่เหลืออยู่หมดลง ทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่าเกวาราได้ร้องบอกว่า “อย่ายิง ข้าคือเช เกวารา พวกแกจะได้ประโยชน์จากการจับเป็นข้ามากกว่าจับตาย” เมื่อรู้ว่าได้ตัวเกวาราแล้ว บาริเอนเตสก็ออกคำสั่งให้ประหารชีวิตทันที ว่ากันว่านายสิบที่ต้องทำหน้าที่เพชฌฆาตถึงกับตกอยู่ในอาการประสาท และไม่กล้าที่จะมองดูหน้าเกวราขณะที่ยิงเขาที่ลำตัวและคอ จนเกวาราต้องเปล่งประโยคสุดท้ายว่า “ข้ารู้ว่าแกจะมาฆ่าข้า เอาซิ ไอ้ขี้ขลาด ยิงเลยซิ แกก็แค่ฆ่าคน ๆ หนึ่งเท่านั้น”   

            วันที่ 15 ตุลาคม คาสโตรแถลงข่าวการเสียชีวิตของเกวารา และประกาศให้หยุดงานทั่วประเทศคิวบาเป็นเวลา 3 วัน เพื่อไว้อาลัยให้กับเขา

            แม้ว่า เช เกวารา จะจากโลกนี้ไปเป็นเวลา 30 ปีแล้ว แต่เรื่องราวของเขายังคงเป็นตำนานที่เล่าขานไม่มีวันลืมเลือน และภาพถ่ายของเขาก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลก

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 17 กันยายน 2550

 

 

 

ขอขอบคุณภาพสวยๆประกอบบทความจาก

 

www.theodora.comwww.allposter.com, www.che-lives.com, www.wikipedia.org

 

Pictures from  

 

www.theodora.comwww.allposter.com, www.che-lives.com, www.wikipedia.org

 

 

ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

หรือมีคำถามต้องการสอบถามคุณประภัสสร เพิ่มเติม

 

ส่งอีเมล์มาได้ตามแบบฟอร์มติดต่อด้านล่างนี้เลยค่ะ หรือ อีเมล์มาที่ lantombythesea@gmail.com




เล่าสู่กันฟัง

เรื่องของคติพจน์ประจำชาติ article
เมื่อวาน/วันนี้/และพรุ่งนี้ ของฟิเดล คาสโตร article
ราชันสองโลก(1) article
โศลกชีวิตของฟรีด้า คาห์โล article
ซันติอาโก:จากอดีตสู่ปัจจุบัน article
ที่นี่ชิลี article
บ้านกวี พาโบล เนรูด้า article
พาโบล เนรูด้า กวีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล article
กาเบรียล กราเซีย มาร์เกซ 80 ปี แห่งความ (ไม่) โดดเดี่ยว article
เอวิต้า เปรอน สตรีที่โลกไม่ลืม article
มิลตัน ฟรายด์แมน บิดาแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจของชิลี article
ปริศนาบนเกาะอีสเตอร์ article
เหรียญสองด้าน article
กาเบรียล่า มิสทรัล กวีหญิงรางวัลโนเบลแห่งชิลี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ