ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


พันธะพรหมลิขิต (ตอนต่อ)

 

 

จินนี่พยายามตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆที่อยู่บนเรือ แข่งกับฟ้าร้องและพายุฝนกระหน่ำที่ซัดเข้ามาอย่างไร้เหตุผล ทั้งที่ก่อนออกเรือก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีพายุเข้ามา กระแสน้ำคลื่นซัดผู้เคราะห์ร้ายอย่างบ้าคลั่งให้ออกห่างจากเรือไปทุกขณะ ปานเจตนาจะให้จบชีวิตอยู่ในที่ๆเธอรัก ท้องฟ้าสีครามถูกเปลี่ยนสีเป็นสีเทาหม่นดั่งจะไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ถึงฆาต สถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ หากมีผู้ใดประสงค์จะลงไปช่วยให้ทันท่วงที ผู้นั้นคงต้องว่องไวดั่งสายลมกรด

'นี่คือ...พรหมลิขิตของเธอ?...'

'นี่เราได้เพียงยืนดูเท่านั้นเอง?'

เควินทร์ลอยลงมามองจินนี่ที่ไร้ซึ่งโอกาสทางรอดอย่างทุกข์ระทม เขามีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยเธอ แต่ด้วยโทษทัณฑ์ของตน เขาไม่อาจทำอะไรที่เป็นการท้าทายเบื้องสูงได้

'ปัดโธ่เอ๊ย!! เราทำอะไรไม่ได้เลยหรืออย่างไร!?'

เสียงฟ้าร้องเปล่งเสียงดังกัมปนาทอยู่เป็นเวลานาน มากพอที่จะทำให้ผู้ลอยอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณห้าเมตรใจหดหู่ ดั่งถูกเหล่าทวยเทพกล่าวคำสาปแช่ง ทันใดนั้นเอง ก็มีแสงสีดำระเบิดเหนือผิวน้ำ และม่านมิติสีดำก็เปิดออก พร้อมกับยมทูตในเสื้อคลุมโทรมๆสีดำ เดินออกจากทวารอย่างช้าๆ...

มิติสีดำปิดตัวลงทันทีที่มันก้าวพ้นออกมา มันค่อยๆหันใบหน้าอันน่าสะอิดสะเอียนมองทูตสวรรค์ในชุดขาวที่ได้แต่ยืนมองดูความตายของนางมนุษย์คนหนึ่ง ดั่งรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร

ยมทูตตนนั้น คือผู้ที่จะมารับดวงวิญญาณของจินนี่มาตั้งแต่แรก

มันแสยะยิ้มอย่างมีชัย สายตาอันน่าสะพรึงกลัวชำเลืองมองผู้มาจากภพสวรรค์ คล้ายจะเอ่ยคำพูดว่า "นี่เป็นหน้าที่ของข้า ทูตสวรรค์อย่างเจ้าอย่ามาแส่" มันถือบ่วงเพื่อตั้งท่าเตรียมเหวี่ยงไปที่เป้าหมายซึ่งกำลังตะเกียดตะกายเอาตัวรอดจากน้ำทะเลซึ่งลึกเกินที่คนทั่วไปจะหยั่งถึง มันไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงตวัดไปนิดเดียว บ่วงก็เข้าไปรัดที่ต้นคอของจินนี่อย่างแม่นยำ

จินนี่รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากเนื่องจากน้ำทะเลที่สูงท่วมปากถึงจมูก ในวินาทีนั้นเธอมีความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่รถเมล์พลิกคว่ำเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ต่างกันตรงที่เธอไม่ได้ถูกกระแทกจนบอบช้ำ

"ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย!!" นี่คือคำพูดที่เธอพยายามเปล่งออกมา แต่มาช้าเกินไปที่จะมีใครมาช่วย ยมทูตสีดำพยายามกระตุกบ่วงเพื่อดึงวิญญาณเป้าหมายออกจากกายหยาบ แม้ว่าบ่วงเส้นนี้จะดึงวิญญาณออกได้ก็ต่อเมื่อร่างที่ถูกบ่วงรัดตายสนิท แต่ในสภาพแบบนี้ ต่อให้ตายแล้วหรือยังไม่ตายตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรนัก

"ช่วยด้วย... ใครก็ได้... ช่วยที..."

จินนี่ตะโกนอย่างอ่อนแรง เธอไม่สามารถตะกายขึ้นเหนือน้ำได้ไหวอีกแล้ว เควินทร์เม้มปากและกำหมดอย่างสั่นเทาด้วยความอดกลั้น เขาไม่ควรจะไปแทรกแซงหน้าที่ของยมทูต ไม่ควรจะไปขัดขวางพรหมลิขิต ไม่ควรจะไปช่วยเธอ...

ไม่ควร...

ความอดทนและความถูกต้องของเทวะ บัดนี้ได้พังทลายจนสูญสิ้นแล้ว

"หยุดนะ!!!"

เควินทร์ตัดสินใจพุ่งเข้าชนยมทูตอย่างเต็มแรง จนยมทูตกระเด็นออกไปไกล และปล่อยมือออกจากบ่วงในที่สุด เขารีบเหาะเข้าไปหาจินนี่และประคองเธอขึ้นให้ศีรษะพ้นน้ำ ฉับพลันนั้นเอง ร่างของเควินทร์ก็เหมือนถูกไฟช็อตไปทั่วร่างกายจนแทบจะกระดิกตัวเองไม่ได้ แต่ยังพอมีแรงที่จะลอยตัวอยู่บนผิวทะเลได้บ้าง เขามองดูมือทั้งสองข้างของตน มันค่อยๆเริ่มป่นสลายราวกับฝุ่นละออง รับรู้ได้ว่า สวรรค์ได้ติดสินโทษสถานสุดท้ายโดยไม่ต้องขึ้นต่อตุลาการสวรรค์แล้ว

กระบวนการการส่งเควินทร์ไปจุติ ได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

"ข้าแต่สวรรค์...ข้าทำผิด...ข้าก็เต็มใจที่จะรับโทษ... แต่ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด... มันยังไม่ใช่เวลานี้..." เควินทร์กัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงแห่งความเจ็บปวด ขณะที่กำลังเข้าไปพยุงร่างของจินนี่ให้หัวขึ้นพ้นน้ำ

ยังมีเวลามากพอที่เควินทร์จะปกป้องจินนี่ได้อยู่ เพราะกระบวนการย่อยสลายร่างของทูตสวรรค์เพื่อส่งไปจุติ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องผ่านระบบคัดสรรเพื่อค้นหาครรภ์มารดาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกรรมและจำนวนของผู้ที่ต้องไปจุติเป็นหลัก หากมีน้อยก็ได้ไปจุติเร็ว หากมีมากก็ได้ไปจุติช้า หากมีกรรมดีก็ได้ไปจุติในที่ๆดี หากมีกรรมเลวก็ต้องไปจุติในครรภ์ของเดรัจฉานสัตว์

แต่ยังไม่ทันที่จะยกร่างของจินนี่ได้สูงพอ ยมทูตก็พุ่งเข้าชนเควินทร์อย่างจังเป็นการเอาคืน ใบหน้าของมันบูดเบี้ยวด้วยความแค้น แต่ไหนแต่ไรทูตสวรรค์กับยมทูตก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากันมานานแล้ว แม้จะสงบศึกไปตั้งแต่สงครามเทพและซาตานเมื่อห้าพันปีก่อน ยิ่งถ้าเป็นการล้ำเส้นขอบเขตของหน้าที่ถึงสองครั้งซ้อน ยิ่งทำให้ยมทูตสีดำอยากจะปลิดชีพทูตสวรรค์นอกคอกองค์นี้ให้จงได้ ยมทูตชูมือขึ้นเพื่อเสกเคียวขึ้นมา มันคำรามและกวัดแกว่งเคียวอันใหญ่ แหลม และคมไปยังเควินทร์อย่างบ้าคลั่ง แต่เควินทร์ก็ทำได้เพียงแค่กางม่านพลังขึ้นเพื่อปกป้องตัวเขาและจินนี่ที่กำลังหมดสติอยู่ภายใต้อ้อมกอด

"คุณครับ!! แข็งใจเอาไว้นะครับ!! ผมกำลังมาช่วยแล้ว!!"

ลูกเรือที่นั่งเรือชูชีพ พยายามจ้วงพายเรือต่อสู้กับกระแสคลื่นวิปราศเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่กำลังลอยอยู่เหนือน้ำอย่างยากลำบาก โชคยังดีที่มนุษย์โลกไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ระหว่างยมทูตและทูตสวรรค์ได้ เควินทร์เริ่มเห็นเป็นโอกาส จึงตัดสินใจ ใช้อำนาจของเทวะทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว เพิ่มพลังป้องกันของม่านให้สูงมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ร่างของตนเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นเร็วมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกในตอนนี้ มันเหมือนถูกตัวอะไรฉีกเนื้อเป็นชิ้นเล็กเท่าเม็ดทรายเป็นจำนวนมาก มันทรมานยิ่งกว่าถูกเข็มนับสิบหมื่นเล่มเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างกาย

แต่ไม่มากเท่ากับการที่ต้องมาทนฝืนเห็นมนุษย์ที่ตัวเองรัก ต้องมาตายต่อหน้า โดยที่ตนทำอะไรไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำอะไรเลย เขายอมไม่ได้ ถึงเขาจะมีโอกาสดีๆที่จะได้เจอจินนี่ที่อีกฟากหนึ่งของภพโลก

แต่เขาไม่ต้องการจะให้เป็นแบบนั้น...

'จินนี่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่... เพื่ออนาคตที่ดี... และเพื่อมนุษย์ทุกคน... จินนี่จะตายไม่ได้ ถ้าเธอจะต้องตาย ก็ขอให้เธอตายอย่างสงบในวัยชราเท่านั้น...'

เควินทร์ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ถึงเธอจะมองไม่เห็น ไม่รู้ถึงการมีตัวตนอยู่ เขาก็ไม่เสียใจอะไรทั้งสิ้น ความอดกลั้นมาถึงขีดสุด เขาเงยหน้าตะโกนอย่างสุดเสียง

"ข้าแต่สวรรค์ ข้าน้อมรับโทษทัณฑ์อันทุกข์ทรมานชั่วกาลนาน เพื่อแลกกับชีวิตของหญิงสาวผู้นี้!!"

ฉับพลัน ปีกสีขาวอันแสนนุ่มนวลบริสุทธิ์ก็ปรากฏอยู่บนแผ่นหลังของเควินทร์ ดั่งพญาปักษา แสงสว่างฉาดฉายไปทั่วท้องทะเล แต่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นแสงนั้นได้ สีหน้าของยมทูตเปลี่ยนจากความเคืองแค้นเป็นความหวาดกลัวในทันใด

มันเคยได้ยินเรื่องเล่าขานเมื่อครั้งสงครามเทพและซาตาน ว่ากันว่า ยามใดที่ทูตสวรรค์ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนเชื่อมั่น ปีกปักษาจะสำแดงออกมา เมื่อนั้นก็ยากที่ยมทูตตนไหนจะต้านทานได้

เควินทร์เทวาตัดสินใจกระทำสิ่งที่ทูตสวรรค์เลิกทำเมื่อห้าพันปีที่แล้ว!!

"แก...ไม่มีสิทธิ์...เอาจินนี่...ของข้า...ไป!!"

สิ้นคำพูดอันโกรธกร้าว ม่านพลังก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระสุนแสงที่มีขนาดเท่ารถบรรทุก พุ่งไปยังร่างของยมทูต มันอยู่ใกล้ประชิดเทวะมากไป สายเกินที่จะหลบหลีก ยมทูตตนนั้นกรีดร้องด้วยความแค้นและความเจ็บปวด เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของยมทูตก็สลายหายไป ราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน แล้วจู่ๆท้องฟ้าก็สงบลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เมฆหมอกดำได้แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีครามสวยงามอย่างกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์ประหลาดนั้นเลย

เควินทร์ร้องโอดครวญอย่างทนไม่ได้ เมื่อมองดูตัวเองจึงพบว่า แขนข้างที่ยิงกระสุนแสงได้แหลกกลายเป็นผงหมดแล้ว เช่นเดียวกับร่างกายแทบทุกส่วนที่กำลังกัดเซาะและพร้อมที่จะแหลกในไม่ช้า

ในที่สุด ลูกเรือก็สามารถพายเรือมาช่วยหญิงสาวที่ลอยตัวอยู่ในน้ำได้สำเร็จ ซึ่งทันเวลาพอดีที่แขนข้างที่เควินทร์ประคองร่างของเธอได้แหลกพังไปอีกข้าง ลูกเรือดึงผู้ประสบภัยขึ้นจากน้ำ และทำการผายปอดด้วยความชำนาญ เพียงไม่ถึงนาที จินนี่ก็สำลักน้ำออกมา และรู้สึกตัวในทันที

"เป็นอะไรมากมั้ยครับ?" ลูกเรือยกไหล่จินนี่ขึ้นให้นั่ง

"...ค่ะ ก็โอเคค่ะ..." เธอตอบอย่างรู้สึกงุนงง ก่อนจะตั้งคำถาม "เอ่อ ไม่ทราบว่าคนที่มาช่วยฉันอยู่ไหนคะ?"

"คนที่มาช่วย? ใครเหรอครับ? คนที่มาช่วยก็มีแต่ผมคนเดียวนี่?"

"เอ๋? แต่ว่า ฉันรู้สึกเหมือนมีใครประคองไม่ให้ฉันจมลงไปในน้ำนะ..."

"คุณคงจะช็อคที่จมน้ำล่ะมั้งครับ?" ลูกเรือพูดปิดสรุป "รีบกลับกันดีกว่า เพื่อนๆกำลังรอคุณอยู่"

"...ตกลงค่ะ"

เรือชูชีพค่อยๆพายกลับไปยังเรือใหญ่อย่างช้าๆ จินนี่พยายามกวาดสายตามองไปทั่วผืนทะเล ก็ไม่พบใครที่อยู่แถวนั้นเลยสักคน มันน่าประหลาดมา ก็เธอจำได้ว่ามีใครพยายามปกป้องเธอจากอะไรสักอย่าง...

"...เราคงจะคิดไปเองสินะ?" เธอเปลี่ยนความคิด ก่อนจะยืนขึ้นไปโบกมือรับเพื่อนๆที่อยู่บนดาดฟ้าเรือใหญ่ โดยไม่รู้ว่า อีกด้านหนึ่ง ผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงกำลังฉีกยิ้มด้วยความดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

'เธอรู้สึก...เธอรู้สึกถึงเราแล้ว...'

ในที่สุด ความปรารถนาของเควินทร์ นับตั้งแต่จุติมาเป็นทูตสวรรค์ก็สัมฤทธิ์ ฉับพลันเควินทร์ก็รู้สึกหายใจขัด เพราะน้ำจากดวงตาข้างในก็หลั่งออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต หากมองลึกลงไปในใต้น้ำ ในตอนนี้ร่างกายท่อนกลางของเควินทร์ได้สลายไปจนหมดสิ้นแล้ว การสลายเป็นผง กำลังเริ่มลามไปจนถึงหน้าอก ถึงคอ และถึงใต้คาง บัดนี้เควินทร์ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ในหัวมีแต่ความชื่นบาน สีหน้าเหมือนมนุษย์ที่สามารถปลดทุกข์ในใจได้จนหมดสิ้น และพร้อมที่จะเผชิญชะตาที่กำลังรออยู่ตรงหน้า เควินทร์คิดในใจว่า หากสวรรค์สร้างพรหมลิขิตขึ้นเพื่อให้ทุกสิ่งมีชีวิตและจุดจบเป็นไปตามนั้น นี่ก็อาจเป็นพรหมลิขิตของเขาเองก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการได้มาพบเจอจินนี่ ต้องตามไปปกป้องจินนี่ และสุดท้าย ต้องมาจบชีวิตลงเพราะจินนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างคงถูกบันทึกให้เป็นแบบนั้น

ไม่สิ ต้องพูดว่า "เสียสละเพื่อจินนี่" ถึงจะถูก

ในตอนแรก เควินทร์รู้สึกหวาดกลัวที่รู้ว่าต้องไปจุติยังภพโลก หากต้องเข้าไปปกป้องเธอ แต่ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่า ต่อให้เขาจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่บนโลกอีกสักกี่ร้อย กี่พันชาติ เขาก็จะขอปกป้องเธอ แม้ว่าใครจะจะหาว่าโง่เขลา แม้จะต้องสลายกลายเป็นผง ก็ไม่คิดเสียใจ

เควินทร์เชื่อมั่นว่า สิ่งที่ทำลงไป ดีที่สุดแล้วสำหรับเธอ และเขาจะไม่ขออะไรไปมากกว่านี้

"ลาก่อนนะ...จินนี่..."

นี่คือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่รอยยิ้ม ใบหน้า น้ำตา และทุกส่วนของร่างกายจะเหลือเพียงความว่างเปล่า

 

หลายเดือนต่อมา...

จินนี่เดินออกจากมหาวิทยาลัยด้วยจิตใจที่แสนจะหดหู่ เนื่องจากเธอถูกชายหนุ่มที่พึ่งจะเริ่มคบหากันได้ไม่ถึงเดือนบอกเลิก ด้วยเหตุผลก็คือ ไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งๆที่สองคนต่างก็เข้าขากันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวผู้ชาย ซึ่งตัวสูงใหญ่ หน้าตาใช้ได้ การเรียนก็ดี กีฬาก็เก่ง เป็นที่พึ่งของทุกๆคน ไม่ว่าสาวๆคนไหนก็อยากได้ชายคนนี้มาเป็นคู่ใจกันทั้งนั้น

ไม่ใช่ว่าจินนี่ไม่รักผู้ชายคนนี้ รักก็รักอยู่ แต่ความรู้สึกลึกๆของเธอมันกลับขัดแย้งอย่างประหลาด ทำให้เธอไม่สามารถมอบความรักให้ชายผู้นั้นได้เต็มร้อย และอาจจะไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ชายคนนี้จะยอมเลิกรากับจินนี่โดยง่าย เพราะเขาเองก็เบื่อที่ต้องมาตามง้อผู้หญิงที่ไม่ค่อยจะเห็นเขาในสายตาอยู่แล้ว แม้แต่เพื่อนของเธอ ก็ยังกล่าวหาว่าโง่ มีผู้ชายดีๆแต่กลับไม่เล่นด้วย

ไม่มีใครเข้าใจเธอว่าทำไมถึงทิ้งผู้ชายดีๆคนนี้ไป แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไม...

ตรงทางสี่แยกที่จะเลี้ยวเข้าซอยซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อเข้าบ้าน ซึ่งห่างจากตรงนี้ไปได้สักสามกิโลเมตร ขณะที่จินนี่กำลังหักเลี้ยว เธอก็พบลังกระดาษใบเก่า มีตัวหนังสือที่เขียนด้วยปากกาเมจิกอย่างลวกๆว่า "ช่วยเอาไปเลี้ยงที" ข้างฝากล่อง เมื่อเธอมองดูข้างข้างใน ก็พบกับลูกสุนัขพันธุ์ทางหนึ่งตัวที่กำลังนอนขดเป็นลูกบอล เนื้อตัวสั่นระริกเพราะอากาศในช่วงฤดูหนาว

"น่าสงสารจังเลย ถูกทิ้งมานอนอยู่ข้างทางแบบนี้คงหนาวมากสินะ?" จินนี่ก้มตัวลง และยื่นมือลงไปสัมผัสขนปุยนุ่มของลูกสุนัขอย่างแผ่วเบา มันรู้สึกได้ถึงไออุ่นจึงลืมตาแหงนหน้าไปมองอย่างกล้าๆกลัวๆ จินนี่มองตาอันใสซื่อและดูเศร้าของลูกสุนัข ทันใดนั้นเธอก็อุ้มมันขึ้นมา และเอามันประคองไว้ข้างๆหน้าอกเหมือนแม่ที่กำลังอุ้มลูก ไออุ่นจากร่างของมนุษย์ช่วยให้ลูกสุนัขที่ถูกทิ้งตัวนี้รู้สึกอุ่นขึ้น มันเลียแขนของเธอราวกับเป็นการบอกว่า "ขอบคุณครับ สำหรับความเมตตา"

"คงหิวมากสินะ? ถ้าอยู่แต่ในนี้เจ้าคงได้อดตายแน่ งั้นไปอยู่ที่บ้านฉันมั้ย?"

 

เธอพูดถามเจ้าลูกสุนัขไปอย่างงั้น แต่สีหน้าของมันกลับแสดงความรู้สึกเหมือนดีใจที่มีคนยื่นข้อเสนอดีๆให้ มันกวัดแกว่งหางเล็กๆของมันเหมือนจะบอกว่า "จริงเหรอครับ? นายจะเอาผมไปเลี้ยงที่บ้านนายเหรอครับ?"

"อืม...จะตั้งชื่ออะไรดีนะ?" หญิงสาวคิดขณะเดินอุ้มลูกสุนัขกลับบ้าน ฉับพลันเธอก็นึกชื่อดีๆขึ้นมาได้

"ชื่อ เครป ดีมั้ย? ชื่อน่ารักดี" จินนี่ได้ชื่อนี้มาจากขนมที่เธอมักไปซื้อกินที่โรงเรียนที่เธอไปทำงานฝึกสอนที่นั่นเป็นประจำ

"บ๊อก!" เจ้าเครปมันเห่าตอบ ดูท่าทางมันพอใจกับชื่อที่จินนี่ตั้งให้มาก

จินนี่เอามือลูบหัวเจ้าเครปอย่างทนุถนอม สักพัก มันก็ค่อยๆพลิ้มตาหลับอยู่ใต้อ้อมกอดของนายหญิงผู้เมตตาอย่างสบายใจ หลังจากที่ต้องทนหนาวเหน็บอยู่ในโลกสี่เหลี่ยมมาเป็นเวลานาน

'ดีใจจริงๆ ที่ได้อยู่กับมนุษย์คนนี้...'

 

 



คลีนิกเรื่องสั้น 26

พันธะพรหมลิขิต

โดย เคนนี่ ฮาสส์

 

            คิดว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้น่าจะถูกอัธยาศัยนักอ่านวัยรุ่น ด้วยเนื้อหาของความรักแท้ ความกล้าหาญ และการเสียสละเพื่อคนที่รัก ในจินตนาการแบบเหนือจริง แต่ก็ใช่ว่าคนวัยอื่นจะอ่านไม่ได้

นะครับ เพราะเรื่องประเภทนี้เป็นอะไรที่มีในอยู่ในแวดวงของเรื่องสั้นและนวนิยายทุกยุคทุกสมัย

            เนื้อเรื่องโดยรวมของ “พันธะพรหมลิขิต” แม้จะไม่ใหม่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับเก่าจนเกินไป โดยเฉพาะในห้วงเวลานี้ที่กระแสเรื่องประเภทแฟนตาซีกำลังมาแรง ส่วนที่เป็นปัญหาหลัก ๆ สำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องที่ยังค่อนข้างยืดยาว และบทสนทนาระหว่างเควินทร์กับนิลรัตน์ที่ยังเป็นแบบบทละครโทรทัศน์ประเภทจักร ๆ วงศ์ ๆ อยู่มาก ทั้งที่โดยรูปลักษณ์ของเทวะทั้งสอง และเหตุการณ์ในเรื่อง เป็นภาพสมัยใหม่แล้ว ผมอยากให้คุณเคนนี่ฮาสส์ลองแก้ไขปัญหาสองข้อนี้ ด้วยการรวบรัดเรื่องให้มีความกระฉับขึ้น และปรับบทสนทนาของเควินทร์กับนิลรัตน์ให้เป็นเหมือนคนธรรมดาพูดคุยกัน ซึงน่าจะทำให้เรื่องมีสีสันที่สดใสกว่าเดิม

            จุดที่น่าสนใจของเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้แก่กฏบัญชาสวรรค์ ที่ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลและมีกฎเกณฑ์ กติกา รวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญต่อประเด็นปัญหาของเรื่อง กับการปรากฏตัวของยมทูต ฉากการต่อสู้ระหว่างเควินทร์กับยมทูตซึ่งทำได้อยู่ในขั้นดี  แม้ว่าเควินทร์จะไม่ได้สวมชฏาถือพระขรรค์แบบเทวดาไทย หากแต่สวมชุดขาวและมีปีกที่หลังคล้าย ๆ เทวดาฝรั่งในหนังเรื่องคอนสแตนติน (Constantine) ที่คีนู รีฟ รับบทพระเอก และยมทูตก็แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีดำ ถือเคียวด้ามยาว แบบทูตนรกฝรั่ง ไม่ได้นุ่งผ้าเตี่ยว สวมหมวกเขาควาย เหมือนยมทูตไทยแล้วก็ตาม แต่สมัยนี้คนไทยก็แต่งชุดสากลผูกเนคไทแบบฝรั่งกันทั้งนั้น เทวดากับยมทูตไทยก็น่าจะแต่งกายแบบฝรั่งได้บ้างเหมือนกัน

            คุณเคนนี่ฮาสส์จบ “พันธะพรหมลิขิต” ได้เก๋มาก และทำให้อดตั้งคำถามเล่น ๆ ไม่ได้ว่า

เจนนี่จะต้องเลี้ยงสุนัขไปอีก 8 ตัวด้วยหรือเปล่า?

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 7 กรกฏาคม 2550

 

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ