ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


รุ้งกินน้ำของปานวาด (ตอนต่อ)

 

 

วันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ปานวาดไม่รู้ เธอยังกอดต้นไม้ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งทุกอย่างกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้งหนึ่ง ทั้งฝนและลมพายุหยุดไปนานแล้วแต่ทำไมแม่ยังไม่กลับมา หรือว่าแม่แอบหนีไปไหน ปานวาดถามคำถามนี้ในใจนับร้อยครั้ง แก้มที่เคยเปล่งปลั่งเป็นสีชมพูของเธอบัดนี้ซีดขาวและขะมุกขะมอมไปด้วยคราบดินและน้ำตา จนกระทั่งได้ยินเสียงคนร้องบอกกันดังมาจากด้านล่าง ปานวาดจึงลืมตาขึ้น คนสองสามคนพายเรือเข้ามาช่วยนำเธอลงจากต้นไม้แล้วพาไปส่งให้ผู้ใหญ่บ้าน

เหตุการณ์น้ำท่วมและการสูญเสียครั้งนี้ทำให้ปานวาดช็อคและไม่ยอมพูดอีกเลยเอาแต่นั่งซึม การเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการ “ป่วยทางจิตใจ” อย่างปานวาดและคนอื่น ๆ เป็นเรื่องใหญ่สำหรับชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำ เด็กเหล่านี้จึงถูกส่งไปบ้านเด็กกำพร้าชั่วคราวที่อำเภอ ซึ่งมีแต่คนแปลกหน้าเพื่อการฟื้นฟูจิตใจ และสืบหาญาติพี่น้องต่อไป ปานวาดก็รวมอยู่ในเด็กกลุ่มนี้เช่นกัน

ที่นี่มีครูมะลิเป็นครูประจำบ้าน ครูมะลิใจดี มักจะเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟังเสมอ ปานวาดชอบฟังนิทานเรื่องรุ้งสามสี เด็ก ๆ ชอบกันทุกคนและอยากให้ครูมะลิเล่าบ่อย ๆ  เด็กชายหญิงถูกแยกให้อยู่คนละอาคารมีรั้วกั้นกลาง

๗.  ตุ๊กตาตัวโปรด

            ปานวาดนั่งอยู่ที่สนามหญ้ามองท้องฟ้าด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งพี่รุ้งกินน้ำของเธอจะกลับมาและเชื่อว่าพ่อกับแม่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ เธอ เพราะพ่อยังไม่ได้ไปจับปูขาเกและพาไปดูรุ้งกินน้ำตามที่เคยสัญญาไว้ เด็กน้อยนั่งอยู่ที่นี่ สายตามองไปที่ท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย เธอทำเช่นนี้ทุกวันและจะกลับไปรวมกับเพื่อน ๆ อีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงระฆังเท่านั้น

            “มองอะไรเหรอ”

            เสียงหนึ่งทำลายความนึกคิดของปานวาดไปชั่วขณะ ปานวาดไม่ตอบแต่หันไปมองตามเสียง ภาพที่ปรากฏในสายตาคือเด็กชายอายุแปดขวบ ผิวคล้ำในมือถือตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ยืนยิ้มยิงฟันขาวอย่างเป็นมิตร

            “มาเล่นกันเถอะ นี่ตุ๊กตาของเรา ตัวนี้ให้เธอ”

            มือเล็ก ๆ ยื่นตุ๊กตาในมือให้ มันเป็นตุ๊กตาเหล็กรูปเด็กหญิงผมเปีย นุ่งกระโปรงยาวกรอมเท้า ถือร่มและตระกร้าดอกไม้ สีที่ทาไว้นั้นหมองและลอกหายไปบางส่วน แต่ก็ยังพอเห็นความสวยงามดั้งเดิม

            “มันเก่าไปหน่อยแต่ก็เป็นนางเอกของเรานะ ส่วนตัวพระเอกนี่เป็นของเราให้ใครไม่ได้ เอ้ารับไปซิ”

คะยั้นคะยอพร้อมกับส่งยิ้มให้ ปานวาดรู้สึกดีขึ้น ยื่นมือไปรับตุ๊กตาตัวน้อยมากำไว้แน่น เอ่ยพูดเป็นครั้งแรกว่า

“ให้นางเอกตัวนี้กับฉันแล้ว พระเอกก็ไม่มีนางเอกสิ”

“ก็นางเอกอยู่ตรงนี้ไง เราก็เล่นด้วยกัน มันก็ยังเป็นพระเอกนางเอกเหมือนเดิมแหละ”

เด็กชายพูดไปหัวเราะไป ดูเหมือนไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรเลยที่ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ ปานวาดลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ เธอนึกถึงรุ้งกินน้ำจึงบอกเพื่อนใหม่ว่า

“ขอฉันเรียกว่ารุ้งนะ” มองดูตุ๊กตาในมือ “มันมีหลายสี สวยดีเหมือนรุ้งกินน้ำ” เด็กชายพยักหน้า และแนะนำตัวเอง

“เราชื่อก้อง แล้วเธอชื่ออะไร”

“ปานวาด” พูดได้แค่นั้นก็ต้องหยุดเพราะเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกแน่นที่ลำคอทำให้พูดไม่ออก ก้องพูดต่อเมื่อเห็นปานวาดเงียบไป

 “ก่อนนี้เราอยู่กับตา พ่อแม่ไม่มี ตาเก็บของเก่าไปขาย ตุ๊กตาคู่นี้ตาให้มา เรารักมากเก็บไว้นานแล้ว”

“อ้าว แล้วให้ฉันทำไม”

“เอาไปเถอะจะได้มีเพื่อน เธอคงเหงานะ สำหรับเราตั้งแต่ตาถูกรถชนตายแล้วก็ไม่มีใคร แล้วก็ถูกส่งมาอยู่ที่นี่เกือบปีแล้ว เราอยู่ทางซีกโน้น นี่แอบมุดรั้วมาไม่มีใครรู้ แต่ต้องกลับให้ทันกินข้าวเย็น”

ทั้งสองนั่งคุยกันต่อเสียงหัวเราะดังเป็นระยะ ๆ ปานวาดดูสดใสขึ้นเธอจับตุ๊กตาให้เดินไปเดินมา ปากก็พูดไปตามเรื่อง สองคนนั่งเล่นตุ๊กตาสักพักใหญ่ เสียงระฆังอาหารเย็นดังขึ้น ทั้งสองจึงแยกย้ายกันกลับ

                                      ......................

ท้องฟ้าดูจะสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ปานวาดหัวเราะบ่อยขึ้น มีพัฒนาการทางจิตใจดีขึ้น ครูมะลิบอกว่าเธอเริ่มรับความจริงได้แล้ว บัดนี้ใบหน้าเคยที่ซีดเซียวไร้ความรู้สึกฉาบไปด้วยความสุข เธอได้เรียนหนังสือรวมกับเพื่อน ๆ ในบ้านเด็กกำพร้าทำให้เธอไม่เหงาและสนุกกับการเรียน จิตใจที่เคยบอบช้ำเริ่มสมานด้วยรอยยิ้มและความสุขทีละน้อย

 ที่ห้องสมุดมีหนังสือการ์ตูนมากมาย มีเรื่องรุ้งสามสีที่ครูมะลิชอบเล่าด้วย ขณะเดียวกันปานวาดก็นึกถึงตุ๊กตาฟางของพ่อ ป่านนี้จะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนหนอ หรือว่าพี่รุ้งไปอยู่กับพ่อและแม่แล้ว จิตใจของเด็กน้อยเศร้าลงชั่วขณะเมื่อหวนคิดถึงเรื่องในอดีตซึ่งเธอพยายามที่จะลืม แต่แล้วเสียงครูมะลิก็ร้องเรียกให้ไปทุกคนไปรวมกันที่ห้อง “นิทาน” ทำให้ปานวาดลืมความรู้สึกเก่า ๆ เด็กน้อยวิ่งตามครูมะลิไปรวมกับเพื่อน ๆ เพื่อรอฟังนิทานเหมือนเช่นเคย

๘.  แสงประหลาดที่ขอบฟ้า

ปานวาดไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอเห็นแม่ยืนอยู่ที่ประตูห้อง แม่ถือตุ๊กตา“พี่รุ้ง”มาด้วยและยื่นให้เธอ ปานวาดรับมากอดไว้กับอก และโผเข้าไปหาแม่ด้วยความรักและคิดถึง ปานวาดถามถึงพ่อ พ่อเดินตามเข้ามาลูบหัวปานวาดเบา ๆ ปากก็พร่ำถามว่า ลูกสบายดีรึเปล่าพ่อคิดถึงเหลือเกิน ปานวาดไม่ตอบแต่ถามว่าพ่อกับแม่หนีปานวาดไปไหน ปล่อยให้เธอคิดถึงทุกวัน  

พ่อบอกว่า ปานวาดจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว เพราะพ่อกับแม่ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอ เด็กหญิงพูดต่ออย่างดีใจว่า พ่อจะให้ปานวาดไปอยู่ด้วยใช่ใหม ถ้าอย่างนั้นเธอจะวาดรูปรุ้งกินน้ำให้พ่อดู ครูมะลิยังชมว่าสวยและเล่านิทานเรื่องรุ้งสามสีให้ฟังด้วย เด็กน้อยดีใจพูดลิ้นรัวจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง พ่อกอดปานวาดแน่นเด็กน้อยสัมผัสได้จากอ้อมกอดนั้น ความรู้สึกเหมือนพ่อกับแม่ยังอยู่กับเธอเสมอ

                                                .........................

เสียงไก่ขันดังมาแต่ไกล ปานวาดขยี้ตาลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ เหมือนจะหาใครสักคน แต่มีเพียงเพื่อนซึ่งยังนอนหลับ เด็กน้อยเดินไปที่หน้าต่าง ท้องฟ้ายังมืดมิดเพราะดวงอาทิตย์ยังไม่ตื่นจากนิทรา ในความมืดนั้น ปานวาดมองเห็นแสงไฟสว่างวาบเป็นจังหวะ เธอไม่รู้ว่ามันเป็นแสงอะไร แต่ดูเหมือนแสงนั้นจะเคลื่อนไหวได้ และใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เธอนึกถึงผีกระสือที่ยายม้วนแม่ครัวเคยแอบเล่าให้ฟัง ปานวาดวิ่งกลับมานอนคลุมโปงเงียบไม่ยอมลืมตาจนกระทั่งรุ่งเช้า

                                                ..........................

ครูมะลิให้เพื่อน ๆ  มาตามปานวาดไปพบที่ห้องครูใหญ่ ถ้าไปห้องครูใหญ่นั่นหมายความว่าต้องมีเรื่องสำคัญ หรือมีเรื่องอะไรหนอเด็กน้อยคิดในใจ ปานวาดค่อย ๆ ย่องลงไปชั้นล่าง ห้องครูใหญ่อยู่ตรงมุมบันไดด้านขวามือ แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไป เธอได้ยินเสียงคุยกันดังมาจากในห้อง

“ครูใหญ่ ก็ทราบเรื่องของเราหมดแล้ว หลักฐานทุกอย่างอยู่ที่นี่แล้วค่ะ นี่คือทนายประจำตัวดิฉันค่ะ เผื่อคุณครูจะสอบถามอะไรในทางกฎหมาย พ่อเนื่องก็คือลูกชายของดิฉันที่ชื่อ สืบเนื่อง วรเชษฐ์ ซึ่งหายไปนานแล้ว เมื่อทราบข่าวดิฉันทนรอไม่ไหวต้องรีบเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ขับรถมาทั้งคืนมาถึงก็ตอนเกือบตีห้านี่แหละค่ะ รอจนเช้าจึงมาขอพบครูใหญ่ ขอโทษด้วยที่ต้องมารบกวนแต่เช้า” ปานวาดเดินเข้าไปไหว้ครูใหญ่และครูมะลิ ในห้องมีคนแปลกหน้าสองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงแก่ ๆ อีกคนหนึ่งเป็นผู้ชาย เธอตกเป็นเป้าสายตาทำให้ประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก

“คุณครูมีอะไรจะใช้หนูหรือคะ” ปานวาดถามขึ้นอย่างขลาด ๆ

ครูใหญ่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ปานวาดฟังทำให้ปานวาดสับสนในใจ ทุกอย่างมันรวดเร็วจนตั้งสติไม่ทัน รู้แต่ว่าผู้หญิงแก่ ๆ คนนั้นเอาแต่ร้องไห้ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาเป็นระยะ ๆ

“ไปกราบคุณย่าเสียซิ ปานวาด”

ครูใหญ่ เตือนในขณะที่ปานวาดนั่งงงกับเรื่องราวทั้งหมด เธอทำตามที่ครูใหญ่แนะนำ “คุณย่า” ลูบหัวปานวาดอย่างเบามือ แล้วดึงตัวเด็กน้อยให้ลุกขึ้นกอดไว้ด้วยความรัก เธอแอบเห็นครูมะลิเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว

๙.  ความหักเห

ริมถนนที่ทอดยาวตรงมาที่บ้านเด็กกำพร้า เด็กสองคนนั่งอยู่ริมสะพานไม้เล็ก ๆ มองดูสายน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ นำเศษไม้และใบไม้ไหลผ่านลอดไต้สะพานไปช้า ๆ

“พรุ่งนี้เช้าต้องไปแล้วนะ คุณย่าจะมารับไปอยู่กรุงเทพฯ เลยมาบอกเธอ นี่ตุ๊กตานางเอกของเธอ”ปานวาดพูดพลางส่งตุ๊กตาตัวน้อยให้ก้อง เด็กชายมองดูตุ๊กตาในมือเธอ และพูดอย่างน้อยใจว่า

“ใช่สิ มันคงไม่มีประโยชน์แล้ว อีกหน่อยเธอคงมีตุ๊กตาตัวใหม่”ตต

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ปานวาดพยายามอธิบายถึงเหตุผลที่อยากคืนตุ๊กตาเมื่อเห็นอาการน้อยใจของก้อง

“ถ้าเอาไปด้วยแล้วเธอจะหานางเอกที่ไหน คืนให้เธอจะได้มีนางเอกเหมือนเดิมไง” ปานวาดรีบอธิบายและยื่นตุ๊กตาให้ก้อง

“เก็บไว้เถอะ เราให้เธอไว้เป็นที่ระลึกเธอจะได้ไม่ลืมเรา”

ก้องพูดพร้อมกับผลักมือของปานวาดกลับไปเพื่อเก็บตุ๊กตาตัวนั้นไว้เหมือนเดิมพร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาที่จ้องเขม็งของเธอ มีหลายอย่างที่ก้องอยากจะบอก แต่ดูเหมือนคำพูดเหล่านั้นมันติดอยู่แค่ในลำคอ ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านออกมาเพื่อบอกปานวาดตามที่ใจปรารถนา

“แล้วนางเอกของเธอล่ะ”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง”

ก้องพูดแล้วก็เฉไฉโยนก้อนหินลงไปในน้ำก้อนแล้วก้อนเล่า  ทั้งสองนั่งมองสายน้ำโดยไม่พูดอะไรอีกเลย เสียงคุณย่ายังชัดเจนก้องอยู่ในหูของปานวาด

“ย่าตามหาพ่อของหนูมาตลอดแต่ไม่มีข่าวคราวเลย ตอนนี้คุณปู่หายโกรธพ่อหนูแล้วนะ ทุกคนกำลังคอยหนูอยู่ที่บ้านจ้ะ”

                                                ‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’

“วาด ๆ ตื่น...ตื่นได้แล้วนอนขี้เซาอีกตามเคย ไปช่วยครูมะลิรับเด็กไหม่เร็ว มาอีกตั้งหกคน” เสียงเอ็ดตะโรของเพื่อนสาวดังลั่น ปานวาดบิดขี้เกียจสองสามครั้ง

“เฮ้อ...กำลังฝันดีอยู่ทีเดียว ต้องถูกปลุกทุกที แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ฉันจะได้กลับไปอยู่กับคุณย่าสักที” ตัดพ้อต่อว่าเพื่อนที่มาปลุก พร้อมกับรวบผมขมวดไว้ลวก ๆ วิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว.....

จบบริบูรณ์

 

 

 
 

คลินิกเรื่องสั้น 38

รุ้งกินน้ำของปานวาด

อภิญญา

 

การเขียนเรื่องสั้นหรือนิยาย ก็เช่นเดียวกับการสื่อสารทั่วไป ซึ่งมีหลักง่าย ๆ อยู่ 3 ข้อ

            1 สารนั้นต้องการจะสื่ออะไร

            2 สารนั้นต้องการสื่อแก่ใคร

            3 สารนั้นจะสื่ออย่างไร

            ดังนั้น ก่อนจะลงมือเขียนอะไร จึงต้องตีโจทย์ให้แตกก่อน ด้วยหลัก 3 ข้อ ข้างต้น

และก็เช่นเดียวกันกับการปลูกบ้าน สถาปนิกต้องรู้ว่าจะปลูกให้ใครอยู่ ปลูกที่ไหน เจ้าของบ้านต้องการอะไรบ้าง จึงจะสามารถออกแบบบ้านได้เหมาะสม

ผมจึงอยากให้คุณอภิญญาหาคำตอบในเรื่อง ต้องการสื่ออะไร สื่อแก่ใคร และสื่ออย่างไร ดูอีกที จากนั้นจึงใช้หลักเรื่องการปลูกบ้านมาปรับแต่ง “บ้าน” ที่คุณออกแบบให้มีความเข้มแข็ง สวยงาม และสมประโยชน์

ปัญหาสำคัญใน “รุ้งกินน้ำของปานวาด” อยู่ที่ คุณอภิญญายังไม่สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ชัดเจนว่าคุณต้องการจะบอกอะไร และเรื่องราวนั้นควรค่าแก่การรับรู้อย่างไร ถ้าเป็นบ้านก็เป็นบ้านที่มีรูปแบบผสมแต่ยังไม่ผสาน

ปัญหาอันดับสอง ได้แก่สัดส่วนของเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่าคุณได้ให้รายละเอียดและน้ำหนักในตอนต้นเรื่องอย่างมาก แต่ตอนหลัง ๆ ก็จะแผ่วจางลง จนเหมือนรวบรัด ซึ่งคุณอาจแก้ไข โดยแบ่งเรื่องออกเป็น 3-4 ช่วง เช่นช่วงที่ปานวาดเกิด ช่วงความสุขวัยเด็ก ช่วงการสูญเสีย และช่วงที่มีปัญหาทางจิตใจ แล้วนำมาปรับเนื้อหาให้มีพื้นที่และน้ำหนักไล่เรี่ยกัน จากนั้นจึงนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและปรับแต่งอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะทำให้ได้ภาพทั้งหมดอย่างชัดเจน และสามารถเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางช่วงบางตอนออก เพื่อให้ได้เรื่องที่มีความสมบูรณ์เต็มที่

ปัญหาอันดับสาม คือคุณอภิญญาไม่จำเป็นต้องการแบ่งเรื่องออกเป็นห้วงๆ หรือตอนต่าง ๆเพราะไม่ได้ช่วยอะไรต่อตัวเรื่อง ตรงข้ามกับทำให้สะดุดอารมณ์และขาดความต่อเนื่องในการอ่าน

ปัญหาอันดับสุดท้าย สังเกตไหมครับว่าคุณอภิญญายังไม่มีตัวตนของคุณเองอยู่ในงาน

ซึ่งทำให้ผลงานของคุณขาดพลังและความเป็นเอกลักษณ์ - เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการเป็นนักเขียน เหมือนกับเครื่องหมายการค้าหรือโลโก้ของสินค้านั่นแหละครับ

ครับ ก็คงจะต้องขอนัดพบคุณอภิญญา “ในห้องพักฟื้นเรื่องสั้น” อีกทีครับ

ประภัสสร เสวิกุล ซันติอาโก ชิลี, 11 ตุลาคม 2550

 

 

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ