ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


สายน้ำที่ขาดหาย (ตอนต่อ 1)

 

“ฟังนี่สิ” ผมบอกขณะที่ลุกลงจากเตียง เดินไปทางโต๊ะเขียนหนังสือแล้วดึงลิ้นชักออก หยิบเอาขลุ่ยไม้ไผ่ออกมา จากนั้นก็เริ่มเป่าเพลงให้น้องฟัง

            คืนนั้น เสียงขลุ่ยคละเคล้ากับเสียงสะอื้นของน้อง

 

ผมตัดสินใจจะพาน้องไปน้ำตก และนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต

            ผมหันหลังให้ประตูบ้านหลังจากลงกลอนสนิท จากนั้นจึงแบกเป้สีดำขึ้นหลัง แล้วก้าวลงบันไดสามขั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีแดงๆ โลกภายนอกบ้านก็เป็นเช่นนี้หมด มีแต่ฝุ่นสีแดงๆซึ่งสายลมได้พัดพามากองทิ้งไว้ รถยนต์หลายคันหมอบนิ่งไม่เป็นระเบียบ แต่ก็ดูอ้างว้างพอๆกับเสาไฟที่ยืนเหยียดเข้าแถวเป็นแนวยาว ต้นไม้แห้งๆเหลือแต่กิ่งสีน้ำตาลหน้าบ้านแต่ละหลังสงบนิ่งราวกับว่าไร้สิ้นซึ่งคำอุทธรณ์ ผมมองดูสภาพรอบตัวแล้วได้แต่ถอนใจอยู่ลึกๆ ผิวเนื้อแสบร้อนแม้จะอยู่ภายใต้เสื้อผ้าและเงาหมวก ตาผมพร่าเพราะแสงสว่างยามเที่ยงที่สะท้อนเข้ามา ผมอ้อยอิ่งไปยังรถจักรยานคันสีน้ำเงินที่จอดพิงฝาบ้าน ครุ่นคิดไปถึงเรื่องที่ไม่ควรคิดตามเคย

            มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าวันนั้นผมไม่พาน้องออกจากบ้าน

            แล้วมันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าหากประเทศไทยยังอุดมสมบูรณ์เหมือนเก่า

            มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าผมจะได้เห็นต้นไม้สีเขียวไม่ใช่ต้นไม้แห้งๆใกล้ตาย ได้เห็นท้องฟ้าที่มีเมฆ มีฝน ได้เห็นน้ำตกที่มีน้ำ... มันจะดีแค่ไหนกัน ถ้าหากไม่ต้องมีใครได้ยินคำว่าภาวะเรือนกระจก

            แต่มาคิดตอนนี้ ก็คงไม่มีประโยชน์อีกแล้ว คนเราสามารถทำอะไรต่างๆได้มากมาย แต่การแก้ไขอดีต เป็นสิ่งทีไม่มีใครสามารถทำได้

            ผมขึ้นคร่อมรถจักรยาน พามันออกมาหน้าบ้าน จากนั้นก็ลากประตูรั้วเพื่อจะคล้องโซ่ปิด แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ผนึกกุญแจอันสุดท้าย ผมกลับไม่กล้าลงมือ

            ...การที่ต้องปิดผนึกความทรงจำของตัวเอง คือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด

 

“พี่จ้ะ พี่ รอน้องก่อนนะ น้องหาหมวกก่อน”

            น้องตะโกนออกมาจากในบ้าน พร้อมๆกับมีเสียงวิ่งตึงตังไปทางโน้นทางนี้

            “เร็วเข้าเถอะน่า เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเธอจะไม่ได้ไปนะ” ผมตะโกนไปขณะที่ขึ้นคร่อมจักรยานแล้วถีบมารอที่หน้าประตูบ้าน

            “ค่า...” น้องตะโกนแล้วรีบมายืนตรงกลางประตู ผมเปียของน้องนอนพาดบ่านิ่ง ชุดเสื้อกระโปรงสีชมพูมีระบายสีขาว ในมือถือหมวกคาวบอยใบใหญ่ของผม

            “น้องหาหมวกของน้องไม่เจอน่ะ ใส่ใบนี้แทนได้ไหม”

            “ตามใจเธอสิ” ผมตอบ น้องค่อยๆยืดแขนขึ้น ยกหมวกจนสุดแขน แล้วค่อยๆลดลงครอบหัวตัวเอง แต่หมวกใบใหญ่เกินไป จึงปิดลงมาถึงตา

            “มืดตึ๊ดตื๋อเลย” น้องร้อง แต่ผมหัวเราะลั่น

            “อย่าบ่นน่า รีบไปเร็วเข้า เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมาก่อน เราจะโดนตีนะ”

            น้องไม่พูดอะไรอีก แต่ดันหมวกขึ้นไปแล้ววิ่งมาที่ผม จากนั้น น้องก็กระโดดขึ้นซ้อนท้าย พอผมหันกลับไปดู น้องก็ยิ้มกว้างๆให้ผม แล้วบอกผมว่า

            “ซิ่งเลยนะพี่”

            “เกาะดีๆแล้วกัน”

            ผมบอก มือเล็กๆของน้องเกาะเอวผมแน่น ผมแกล้งค้อมตัวลงเหมือนพวกนักบิดทั้งหลาย ก่อนจะปั่นจักรยานไปช้าๆ ไม่ได้เร็วอะไรเลย

            ส่วนน้อง ก็ร้องวู้ๆอยู่ด้านหลัง

 

“พี่จ้ะ หมีหมีไม่ได้มาด้วยอ่ะ กลับไปรับเขาได้ไหมคะ”

            น้องบอกขณะที่พวกเรามาได้ครึ่งทางแล้ว ผมควรบอกน้องว่า เราจะกลับไปเอาหมีหมีกัน แต่ทำไมนะ ตอนนั้นผมถึงไม่พูดคำนี้ออกมา ถ้าเพียงแต่ผมกลับไปเอาหมีหมี บางทีพ่อกับแม่อาจกลับมาเห็น แล้วผมก็จะหมดโอกาสพาน้องไปน้ำตก

            แต่สิ่งที่คิดก็เป็นเพียงสิ่งที่คิด ผมไม่สามารถจะแปรให้มันเป็นความจริงได้อีกแล้ว มันสายเกินไปแล้ว

            ผมปั่นจักรยานฝ่าเปลวแดดที่ลอยระอุขึ้นเผาทุกสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวโลก รอบข้างผมไม่มีอะไรเลย นอกจากบ้านว่างเปล่า รถว่างเปล่า สายไฟฟ้าที่ไร้นกเกาะ ผมลองมองไปยังหน้าต่างบ้านแต่ละหลัง หวังว่าจะได้เจอใครบ้าง กลับพบเพียงความว่างเปล่าอันโหดร้าย ทุกคนอพยพไปหมดแล้วจริงๆ ไม่มีใครเหลือ ไม่มีความหวัง

            ฝุ่นสีแดงติดล้อจักรยานที่หมุนไป มันลอยเป็นลูกเล็กๆ แล้วคลี่คลายไปในอากาศ ผมออกแรงถีบคันปั่นลงไปอีก รถเคลื่อนไปข้างหน้าอีก แล้วสายลมร้อนๆก็เข้ามาปะทะ เหงื่อผมไหลอยู่ข้างในเสื้อ แผ่นหลังและแผ่นอกชุ่มไปด้วยน้ำ ไรผมก็มีหยาดน้ำซึมๆ

            น่าแปลก ที่ขอบตาผมก็มีน้ำซึมๆด้วยเหมือนกัน

            ผมจำได้ ในวันนั้นผมปั่นจักรยานมาตามทางสายนี้ และพอน้องเอ่ยปากบอกให้ผมกลับไปรับหมีหมีมาด้วย ผมได้ตอบน้องไปว่า

            “เธอเนี่ยะ เรื่องมากจริงๆ” ผมทำหน้านิ่ว ขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานฝ่าเปลวแดดต่อไป “อย่าไปเลย เดี๋ยว อีกแป๊บเดียวก็จะถึงน้ำตกแล้ว ไว้วันหลังเราค่อยพาหมีหมีมาเที่ยวก็ได้”

            “พี่อ่ะ” น้องงอแง ขยับตัวดิ้นอยู่ตรงเบาะหลัง ผมเลยแกล้งเป็นขี่เลี้ยวไปเลี้ยวมาเหมือนจะล้ม น้องก็ร้องหวีด

            “โทษพี่ไม่ได้นะ ก็เธออยากดิ้นเองนี่”

            น้องจะทำหน้ายังไงก็ไม่รู้ แต่ผมเดาได้ว่าน้องก็คงบุ้ยปากไม่พอใจอย่างเคย แต่ไม่ว่าน้องจะพอใจหรือไม่พอใจ มือน้องก็เกาะเอวผมแน่นล่ะ

           

เราปั่นจักรยานมาถึงทางเข้าน้ำตกแล้ว แต่ทุกสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ ต้นไม้ที่เคยเขียวสดกลายเป็นต้นไม้แห้งๆ เหลือแต่กิ่งก้านหงิกๆงอๆ มันเหมือนกรงเล็บน่าเกลียดของแม่มดมากกว่าจะเป็นกิ่งไม้ แต่น้องคงไม่รู้ถึงความผิดปกตินี้ เพราะพอผมบอกว่า เรามาถึงแล้ว น้องก็ร้องดีใจยกใหญ่

            “น้ำตก น้ำตก น้ำตก” น้องพูดอยู่แค่นั้น แต่ผมกลับสะท้อนสะท้านในมุมของหัวใจ

            ผมปั่นจักรยานไปตามทางดินแห้งๆ ไร้เสียงซู่ซ่าของสายน้ำ ตอนนั้นผมคิดแล้วว่าน้องคงผิดหวังน่าดู ผมจะทำยังไงนะเพื่อไม่ให้น้องต้องผิดหวัง

            แล้วจู่ๆ สายลมวูบใหญ่ก็พัดมา มันพาเอาเศษดินเศษฝุ่นมาหอบใหญ่จนผมต้องหยุดรถนิ่งๆ น้องร้องอู้อี้แล้วเอาหน้าทาบกับหลังผม

            “ลมแรงจังเลยค่ะพี่”

            “อื้อ” ผมตอบเสียงดัง แต่ก็ไม่อาจดังได้มากกว่าอยู่ในลำคอ “ปิดหน้าดีๆนะ รอให้ลมหมดก่อน เดี๋ยวพี่จะพาไปต่อ”

            ผมรออยู่อย่างนั้น กระทั่งลมหมดสาย จึงเอี้ยวตัวไปหาน้องที่ตาแดงหน้าเบ้

            “เป็นไงบ้างฮึ”

            “ฝุ่นเข้าตาค่ะ”

            “ไหน ขอดูหน่อยซิ” ผมพูด พลางเอานิ้วเปิดเปลือกตาของน้อง “ไม่เห็นมีแล้วนี่ สงสัยจะหลุดไปแล้วมั้ง”

            น้องยกมือขึ้นลูบตาตัวเอง แต่ผมรีบปัดมือน้องลง

            “อย่าขยี้นะ เดี๋ยวตาอักเสบ”

            “อะไรตาอักเสบคะ” น้องถาม พร้อมๆกับเบิกตาบวมๆให้โตขึ้น

            “เอาน่า อย่าซักมาก บอกว่าอย่าขยี้ก็อย่าขยี้ แล้วนี่...” ผมมองเส้นผมของน้องที่เต็มไปด้วยเศษดิน ผมเปียรุ่ยหลุด จากเกลียว “หมวกหายไปไหนแล้ว”

            น้องหันซ้ายเหลียวขวา แล้วก็มองหน้าผม ทำตาซื่อๆ

            “หายไปไหนแล้วล่ะคะ”

            ผมได้แต่ส่ายหน้าเพราะจนคำพูด ก็น้องเล่นตอบเป็นคำถามเลยนี่นา

            “ช่างเหอะ คงหายไปตอนลมพัดล่ะมั้ง เอางี้ดีกว่า เธอเอาหมวกพี่ไปใส่ก่อน” ผมบอก แล้วถอดหมวกลายทหาร ปรับล็อกข้างหลังให้พอดี แล้วคลุมหัวน้องไว้ “โดนแดดเผาแล้วจะไม่สบาย”

            “แล้วพี่ล่ะคะ” น้องถาม มือเล็กๆแตะอยู่บนหมวก

            “พี่ไม่เป็นไรหรอก เธอก็รู้ว่าพี่จะไปเป็นทหาร พี่ต้องเข้มแข็งอยู่แล้ว”

            น้องทำปาจู๋ แล้วก็เงียบไป ส่วนผมก็หันหน้าไปทางเดิม แล้วเริ่มปั่นจักรยานต่อ

 

สายลมวูบใหญ่พัดมาราวกับว่าจะเตือนให้ผมระลึกถึงวันเกิดเหตุ แต่วันนี้ผมไม่มีอะไรจะต้องห่วง ผมจึงไม่หยุดรถ ยังคงปั่นไปตามทางอย่างงุ่มง่าม และกว่าจะพ้นจากความบ้าคลั่งของอากาศ ตัวผมก็เต็มไปด้วยดินสีแดงราวกับถูกโรยทับด้วยแป้งฝุ่นสี

            ผมตามรอยทางของวันก่อนมาจนถึงน้ำตกแล้ว ด้วยใจจริงแล้ว ผมไม่เคยคิดที่จะต้องย้อนรอยทางนี้เลย ในความคิดของผม ผมอยากจะหนีเสียมากกว่า หนีไปให้ไกลๆ ไม่ต้องรับรู้และต่อสู้กับอะไรอีก

            ผมเคยฆ่าตัวตาย

 

แดดร้อนจัดมากขึ้นเมื่อผมมาถึงจุดพัก จากที่ตรงนี้ หากเป็นเมื่อก่อนคงเห็นสายน้ำที่โถมลงมาจากผาด้านบน กระแทกตัวกับผิวน้ำอื่นๆที่รอท่าอยู่เบื้องล่างกระทั่งเกิดเป็นฟองสีขาวขุ่น คงได้เห็นต้นไม้สีเขียวแผ่กิ่งก้านใบร่มครึ้ม บางกิ่งก็จะทอดตัวไปยังเหนือน้ำ ทำให้เกิดร่มเงาเหนือผิวน้ำนั้น ใต้น้ำก็จะมีทราย มีหิน แล้วก็มีแอ่งไว้ให้ใครก็ตามลงไปนอนแช่ตัวได้ ทว่า นั่นคืออดีต เพราะปัจจุบันน้ำตกไม่ได้มีสภาพเช่นนั้นอีกแล้ว ภาวะโลกร้อนทำให้ระบบต่างๆในธรรมชาติรวนไปหมด ตาน้ำไม่มีน้ำอีก ดังนั้น น้ำในน้ำตกจึงแห้ง เหลือทิ้งไว้แต่หลุมแอ่ง พื้นทรายสีขาวละเอียด และก็โขดหินระเกะระกะ ต้นไม้ตาย ไร้ใบไม่ว่าจะเป็นใบแก่หรือใบอ่อน

            ผมลงจากรถแล้วเข็นเข้าไปจอดใต้เงาต้นไม้ที่ทอดเป็นลำตรง น้องยังคงนั่งอยู่บนเบาะคนหลัง น้องแหงนหน้าขึ้น แล้วชี้นิ้วขึ้นไป

            “พี่จ้ะ พี่ มีใบไม้ตั้งหนึ่งใบแน่ะ”

            ตรงนั้นมีใบไม้อยู่หนึ่งใบจริงๆ ใบไม้สีเหลืองที่อีกไม่นาน ก็จะปลิวขั้ว หล่นลู่ลงดิน

            “ไม่เห็นมีน้ำซักกะหยด” น้องบอก ขณะที่ลงจากเบาะ

            น้องก้าวเดินเร็วไปตามทางลง จากนั้นก็กระโดดลงไปยังพื้นที่เป็นทราย ผมตามหลังน้องไปห่างๆ รู้สึกว่างๆข้างในท้อง

            ผมไม่เคยคิดเลย ว่าประเทศไทยจะเจอกับความเลวร้ายอย่างนี้

            น้องย่อตัวลงนั่งยองๆจนลับหลังโขดหิน แล้วหยิบกระป๋องอลูมิเนียมขึ้นพิจารณาอย่างใกล้ชิด

            “พี่พี่ ดูนี่สิ มาอยู่นี่ได้ไงก็ไม่รู้” น้องถามคำถามธรรมดา แต่ผมไม่กล้าจะตอบ

            ใช่แล้ว ก็แค่บอกน้องไปนั่นแหละว่าคนมักง่ายมากทิ้งขยะตอนมาเที่ยว แต่ผมจะกล้าบอกหรือ ในเมื่อ ใครคนนั้นอาจเป็นผม เป็นเพื่อนของผม หรือเป็นพ่อแม่ของผม

            น้องสนใจสิ่งละเอียดเล็กๆน้อยๆ แต่ก็เลิกสนใจได้รวดเร็วเมื่อพบสิ่งใหม่ๆ คราวนี้น้องไปยังเชิงผาที่สูงราวกับจะแตะฟ้าได้ น้องแหงนหน้าจนคอตั้ง

            “น้ำมาจากตรงนั้นใช่ไหมคะ”

            “อือ” ผมตอบเบาๆอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

            “มิน่าล่ะ ทำไมท้องฟ้าถึงได้เก็บเอาน้ำไป เพราะมันอยู่ใกล้ๆกันนี่เอง”

            ผมรู้สึกร้อนชาขึ้นมาถึงใบหน้า แสร้งหันไปทางอื่น เพื่อไม่ต้องสบตากับน้อง

            “ถ้าน้องอยากเห็นน้ำ ท้องฟ้าจะคืนน้ำให้ใช่ไหมคะ”

            “อือ” ผมพยักหน้าแรงๆ “ใช่ ถ้าเธอขอนะ น้ำก็จะไหลออกมา”

            “งั้นน้องขอนะ” น้องหลังตาลง แล้วพนมมือไหว้ในท่าที่หน้ามองฟ้า ผมจ้องมองดูน้องไหว้แบบนั้น นานพอดู แล้วจู่ๆ ก็มีน้ำไหลมา

            ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่มันเป็นน้ำสีแดงๆ ไหลออกมาทางจมูกของน้อง

            “ระริน” ผมตะโกน แล้วเข้าประคองตัวน้องไว้ น้องทรุดลง ตัวอ่อนปวกเปียกไม่ต่างอะไรกับหมีหมี

            “น้องขอแล้ว เดี๋ยวท้องฟ้าก็คงคืนน้ำให้น้ำตกใช่ไหมคะ”

            ผมพูดไม่ออก เพราะความตกใจกลัว อาจเป็นเรื่องปกติที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ แต่ผมกลัวว่าน้องจะเป็นเหมือนคนอื่น ตายเพราะคลื่นความร้อน

            ผมรีบอุ้มน้องกลับไปยังที่ที่จอดรถทิ้งไว้ แล้วให้น้องนั่งนิ่งๆ แต่น้องนั่งไม่ได้เลย จึงต้องวางนอนราบพื้น

            ...อย่าเป็นอะไรนะ ระริน ...อย่าเป็นอะไรนะ

            “พี่คะ ทำไมพ่อกับแม่จะต้องไปอยู่ที่อื่นด้วย เราอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้เหรอ เผื่อว่าน้ำตกจะมีน้ำ น้องก็จะได้เห็นไง”

            ผมเป็นใบ้หรือไงนะ ผมอาจเป็นใบ้ไปแล้วจริงๆก็ได้ เพราะผมไม่อาจพูดอะไรได้เลยในวินาทีนั้น

            “พี่กลับไปพาหมีหมีมาหาน้องได้ไหมคะ น้องอยากเจอหมีหมี”

            “พี่...” ราวกับว่าน้องได้พูดคำที่เป็นการถอนมนตร์สะกด ผมจึงรู้สึกตัวอีกครั้ง “เธอนั่งไหวไหม”

            “ไม่เอาหรอก น้องอยากนอน” เสียงพร่าลงเรื่อยๆ “น้องปวดหัวจังเลย แล้วในตัวน้องมันก็เต้นตุ๊บๆด้วย”

            ...คนที่ร้อนตายนะ จะรู้สึกว่าข้างในตัวเดือดปุดๆ เหมือนกับมีอะไรเต้นอยู่ในนั้น แล้วก็จะปวดหัวจี๊ดเลย จากนั้นตาก็จะลาย มองภาพต่างๆไม่ชัด เลือดกำเดาก็จะไหลย้อยออกมาจากจมูกทั้งสองข้าง แล้วเขาก็ตายไปเลย

            “เราจะกลับบ้านกันนะ ระริน เราจะกลับบ้านกันนะ” ผมบอก พลางพยุงให้น้องลุกนั่ง จากนั้นก็หันหลังให้ แล้วจับเอาแขนน้องพาดคอ “ขี่หลังพี่ไปนะ เราจะเล่นขี่ม้ากันไง พี่จะเป็นม้านะ แล้วเธอก็เป็นเจ้าหญิง ดีไหม”

            “อือ” น้องพยักหน้าเบาๆ เลือดกำเดายังไหลไม่หยุด หยดใส่เสื้อผมเป็นดวง หนึ่งดวง สองดวง แล้วหลายๆดวงก็รวมกันเป็นวงใหญ่

            ผมพาน้องเดินออกจากที่นั่น เส้นทางลาดลงขรุขระ และดูทารุณกว่าตอนขึ้นมา

            “พี่จ้ะ น้องได้ยินเสียงน้ำตกด้วยล่ะ เสียงซู่ๆเหมือนฝักบัวที่บ้านเลย”

            “อือ พี่ก็ได้ยิน...” ผมกัดฟันพูด ทั้งที่หัวใจผมเริ่มคร่ำครวญ “ท้องฟ้าคงคืนน้ำให้น้ำตกแล้วมั้ง เธอขอเอาไว้ไม่ใช่เหรอ”

            น้องพยักหน้าอีกครั้ง แต่แรงนั้นอ่อนเหลือเกิน

            “พี่ พี่ไม่ร้อนเหรอ น้องร้อนจังเลย”

            “ไม่... พี่ไม่ร้อน พี่บอกเธอแล้วไงว่าพี่จะไปเป็นทหาร พี่ต้องอดทน”

            “น้องจะเอาหมวกคืนให้พี่นะ”

            “อย่านะ ผมตวาด “เธอห้ามเอาหมวกให้พี่นะ ไม่งั้นพี่จะโกรธเธอ จะโกรธเธอจริงๆด้วย”

            ไม่มีเสียงน้องตอบกลับมาอีก แต่แขนข้างหนึ่งของน้องหลุดออกจากการเกาะ แล้วครู่ต่อมา ก็มีอะไรบางอย่างคลุมลงมาบนหัวผม น้ำตาผมไหลอย่างที่ไม่อาจจะกลั้นไว้ได้

            “คืนหมวกให้แล้ว พี่ชายอย่าโกรธน้องนะ นะคะ พี่ชาย”

            แล้วมือทั้งสองข้างของน้องก็ทิ้งน้ำหนักลงไป ใจผมหายแวบ ผมดึงหมวกลงมาปิดหน้า ซ่อนน้ำตาไว้ข้างหลังหมวก

            ...พี่ไม่โกรธเธอหรอก พี่ไม่เคยโกรธเธอ และจะไม่มีวันโกรธเธอด้วย

            ...น้องสาวของพี่

 

ผมจอดรถพิงต้นไม้ต้นเดิม น่าแปลกดีที่ใบไม้ที่น้องชี้ให้ดูยังยึดติดกิ่งนั้นอยู่ได้ ผมเฝ้าดูมันอยู่อย่างนั้นสักอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมอง เพราะใบไม้แห้งๆใบเดียวไม่อาจทำให้ใบไม้เพิ่มขึ้นมาได้  สายน้ำจะไม่มีวันไหลตามทางเดิม โขดหิน แอ่งหลุม พื้นทราย ก็จะแห้งแล้งและผุกร่อนเพราะสายลมพัดผ่าน

            หลังจากที่น้องตายแล้ว ผมก็สลบไปเพราะคลื่นความร้อนเหมือนกัน แต่จะด้วยเหตุผลกลใดไม่รู้ได้ ผมกลับตื่นขึ้นมาอีก ในห้องพยาบาล พ่อกับแม่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผมไว้ ผมควรจะต้องขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตผม แต่ผมกลับไม่ทำเช่นนั้น เพราะผมคิดว่า ผมควรตายมากกว่า คนที่ผิดบาปไม่ควรอยู่บนโลกนี้

            กำหนดการอพยพยังคงเป็นตามเดิม แต่หัวใจผมสลักคำพูดของน้องลงไปแล้ว ผมไม่อาจละทิ้งที่นี่ไปได้ ผมจึงหนีพ่อกับแม่ไป ซึ่งในเวลาเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เพราะผมจะไปอยู่บ้านหลังไหนก็ได้ ก็ในเมื่อบ้านหลายหลังกลายเป็นบ้านร้าง และมันก็ยิ่งร้างขึ้นเรื่อยๆ

            ผมกลับไปยังน้ำตกอีกครั้งหนึ่ง ในตอนเที่ยงที่แดดจัดที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ถอดเสื้อ เลือกนอนบนโขดหิน เผชิญต่อแสงแดดที่จัดจ้า ภาวนาทุกชั่วขณะหายใจว่าขอพระเจ้านำผมไปที ผมนอนนิ่งราวกับศพอยู่หนึ่งชั่วโมง ในที่สุด คำอธิษฐานของผมก็เป็นจริง ผมเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เลือดกำเดาไหลแล้ว ผมหลับตาลง แล้วทุกอย่างก็ดำมืด

            ผมตื่นขึ้นมาอีกทีตอนดึก ทีแรกผมนึกว่าผมตายไปแล้วแต่ไม่ใช่ ผมยังไม่ตาย แม้ผมจะตากแดดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ความร้อนก็ไม่อาจเอาชีวิตผมไปได้

            ผมต้องยอมจำนนในตอนเช้าเมื่อน้าสาวเจอตัวผมขณะที่กำลังจะเข้าไปในบ้านพักชั่วคราว น้าพาผมไปหาพ่อกับแม่ ผมอยากได้รับการลงโทษ แต่ทุกคนลงโทษผมด้วยการให้อภัย

            พวกเราใช้เวลาเกือบเดือน อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อ เพราะมันมีผลทางใจสำหรับผม แต่เมื่อการอพยพครั้งสุดท้ายใกล้เข้ามา พ่อกับแม่ก็ต้องเริ่มคิดที่จะเอาตัวผมไป แต่ผมอ้อนวอนขอให้ผมอยู่จนนาทีสุดท้าย แล้วผมจะตามไปทีหลัง พ่อกับแม่ก็ใจอ่อนจนได้

 

(อ่านต่อ พร้อมคำแนะนำจากคุณประภัสสร)



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ