ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว (ตอนต่อ)

 

 

ชั้นสองของตัวบ้าน มีอยู่สามห้องนอนเดินขึ้นบันไดมาก็เจอห้องโถงโล่ง ๆ บันได ถ้าเดินตรงไปก็เป็นห้องของฉัตรธิดา ซึ่งตอนนี้ ประตูเปิดโล่งอยู่ ห้องโถงนี้ถูกจัดไว้เป็นมุมพักผ่อน มีโซฟาสีเขียวเข้มราคาไม่แพงนักเป็นเฟอร์นิเจอร์หลัก วางอยู่ชิดราวบันได ถัดจากโซฟาไปเป็นตู้โชว์ที่ตั้งโทรทัศน์วางชิดข้างฝาด้านใน ซึ่งเป็นฝาที่กั้นห้องโถงนี้กับห้องนอนของพ่อกับแม่นั่นเอง เจ้าของห้องที่เปิดประตูโล่งไว้กำลังนอนเอกเขนกอยู่ที่โซฟาตัวยาว เธอจ้องจอโทรทัศน์ตาแทบจะไม่กระพริบ แอบลุ้นตามเรื่องราวที่กำลังดูใจเต้นตึ่กตั่ก

 

“บรู๊ว........”         อีกแล้ว อ้ายพวกไหนอีกฟระ ร้องเพลง   เจ้าเหมียวซึ่งกำลังเลียขนอยู่ไม่ไกลนัก ชะงัก มองหาต้นเสียง

 “อะ...บรู๊ว.....”     เผ่นสิครับอยู่ทำไมล่ะ  มันกระโดดทีเดียวตกปุ๊กบนหน้าอกของหญิงสาวที่นอนดูทีวีอยู่ใกล้ ๆ กัน

 

 “อุ๊บ..อ้ายเหมียวบ้า โดดขึ้นมาได้”     หญิงสาวขยับยกเจ้าเหมียวลงไปปล่อยบนพื้นห้อง 

 “เหมียว...”

             (“โธ่ แม่ไม่ได้ยินหรือไง ไอ้พวกบ้านั่นมันส่งเสียงอีกแล้วอ่ะ”)

  

“อะไรอีกล่ะ แก”     ตาก็ยังคงจับอยู่ที่จอทีวี เธอกำลังดูหนังซาวด์แทรค ซึ่งต้องอ่านข้อความที่ขึ้นหน้าจอประกอบไปด้วย ถ้าไม่งั้นจะไม่รู้เรื่อง เจ้าเหมียวตั้งคอหยั่งคะเนความสูงอีกที ยังไม่ทันจะกระโดดขึ้นไปอีกรอบ ก็ถูกคว้าลำตัวลอยอยู่กลางอากาศ

 

“ดูหนังเรื่องอะไรฉัตร”    พ่ออุ้มเจ้าเหมียวติดมือ นั่งลงข้าง ๆ

“เมียว...”

                (“ขอบคุณครับคุณตา”)    เจ้าเหมียวหันไปมอง ฉัตรธิดาขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มันแลบลิ้นแผล็บหนึ่ง

 “งี๊ว…..”

                (“แหวะ ไม่ง้อแม่ก็ได้”)   หญิงสาวสบตาเจ้าเหมียวจอมซน เอื้อมมือมายีหัวมันเล่น

 “งิ้ว...”

                (“ไม่ต้องมาแตะเค้าเลยนะ”)     มันเลียขนตรงที่ถูกจับ  ก่อนจะเอาหัวซุกไซ้ไปมาที่หน้าอกของชายหนุ่ม

 

 “หนังผีค่ะ ปิดร้านแล้วหรือคะ”

             “อือ..”

             “แม่ล่ะ”

              “อาบน้ำ เดี๋ยวก็ขึ้นมา”

              “งั้นดูด้วยกันไหม เดี๋ยวฉัตรกรอให้”

              “ก็ดี..”     พ่อยกเท้าขึ้นพาดโต๊ะกระจกที่ตั้งข้างหน้า จับตัวเจ้าเหมียวนอนพาดเต็มความยาวแล้วเกาคางให้มันเบา ๆ

“เมี้ยว...เมี้ยว...”    

                (“รักคุณตาเปรมที่ซู้ด”) 

               

                “เหมียวกินอะไรหรือยังอ่ะฉัตร”     

                “ค่ะ ฉัตรให้อาหารเปียกไปแล้วเมื่อเย็น”

               

                 “แม๊ว ๆ ๆ ๆ”

                (“โห..แม่ขี้เหนียวจะตาย เทให้แค่นิดเดียวเอง จะกินอีก จะกินอีก หิว ๆ ๆ”)

               

                “สงสัยยังหิวอยู่มั้ง ไปเอามาอีกป่ะ”     

                “เมี้ยว”     

                “ไอ้แมวตุ๊ด..”   เธอค้อนให้

                “หนอย..อ้อนนะ.. อ้อน เดี๋ยวก็จับไปปิ้งขายหน้าบ้านซะหรอก”     

               

                 “เมียว..”

                (“ช่างเถอะฮะ แม่ก็ปากร้ายไปแบบนั้นแหละ เนอะตาเนอะ”)    ฉัตรธิดาแลบลิ้นให้ลูกแมววัยกำลังซนเกลือกกลิ้งศีรษะไปมาในอ้อมกอดของพ่อ ก่อนจะจัดการกับวีซีดีแล้วเดินลงไปชั้นล่าง เพื่อจะจัดอาหารมาให้ไอ้เหมียวเจ้าเล่ห์ ตามคำสั่ง

0.0.0.0.0.0.0.0.0.0

 

เจ้าเหมียวหันหน้าไปมองคุณตา “ทำไม ไม่ยอมรับผิดนะฉัตร” 

   

มันหันกลับมาทางแม่                “ก็ฉัตรไม่ผิด ลูกค้าบอกจะเอาแบบนี้นี่”

 

มองคุณตา      “ไม่ผิดๆ แล้วนี่ยังไง ต้องทำใหม่ให้เขาหมดเลย  เมนูเล่มหนึ่งหลายบาทนะ วัตถุดิบที่ต้องลงทุนไปไม่ใช่น้อยเลยไหนจะต้องออกแบบใหม่อีก”

 

มองหน้าแม่       “พ่อ ทำไมพ่อไม่ฟังฉัตร อีตาลูกค้ามันชีกอกับฉัตรนะแล้วพอฉัตรไม่เล่นด้วย มันก็หาเรื่อง”

 

มองคุณตา             “ไม่รู้ล่ะ เธอต้องแก้ไขงานนี้ด้วยตัวเองนะฉัตรธิดา พรุ่งนี้ลูกค้าจะมารับแปดโมงเช้า”

 

มองหน้าแม่          “พ่อใจร้าย ฮือ ๆๆๆ”  

 

            ฉัตรธิดาลุกจากเก้าอี้ กระทืบเท้าวิ่งหนีขึ้นไปทางชั้นสอง  เจ้าเหมียวมองคุณตาเปรมอีกที แถมค้อนตากลับประหลับประเหลือกแล้วก้าวกระโดดตามเธอไป

           

             “เมี้ยว  ๆ ๆ “    

                (“แม่ครับ เปิดประตูให้ผมด้วย”)    เจ้าเหมียวข่วนประตู  แหย่ขาหน้าเข้าไปลอดเข้าใต้ช่องประตู

 “เมี้ยว  ๆ ๆ “    

                (“แม่ครับ เปิดประตูให้ผมด้วย”)   

 “ไปให้พ้นนะ ไอ้แมวบ้า

 “เมี้ยว  ๆ ๆ “    

                (“แม่ครับ เปิดประตูให้ผมด้วย”)   ยืนด้วยสองขาหลัง แล้วใช้สองขาหน้าข่วนประตูแกรกกราก ๆ

           

              “เมี้ยว”      ลูกแมวตัวยาว ๆ คะมำไปข้างหน้าเมื่อประตูถูกกระชากเปิดมาจากข้างใน   มันเดินหงอย ๆ ไปอยู่ข้างเตียง หญิงสาวกระแทกประตูปิดดังเดิมแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนอนร้องไห้สะอึกสะอื้น เจ้าเหมียวน้อยนอนเงียบ ๆ อยู่ที่พื้นห้อง จนเสียงสะอื้นนั้นแผ่วไป มันจึงกระโดดผลุงขึ้นไปบนเตียง  เธอคว้าตัวมันไปกอดไว้

 

              “เมี้ยว”

                (“แม่อย่าร้องนะครับ โอ๋ .....”)     เลียแผล็บ ๆ ที่แก้ม  น้ำใส ๆ ยังหยาดรินออกมาเป็นทาง มีแต่เสียงกลั้นสะอื้นจนตัวโยน

             “เหมียว......”

                (“โอ๋ .....ไม่ร้องนะครับ แม่ฉัตรคนดีของผม”)     เจ้าเหมียวเกลือกกลิ้งตัวบนหน้าอกของหญิงสาวไปมา ๆ มือเล็ก ๆ กับขนฟู ๆ เปะปะไปโดนปากของเธอเข้า

 

 “อี๊..”   เธอผลักออก ผลุดลุกขึ้นไปยืนทอดอารมณ์อยู่ริมหน้าต่าง เจ้าเหมียวตามมาเคล้าเคลียที่ขา

 “เฮ้อ... นี่นะเหมียว”  เธอถอนหายใจ ก้มลงอุ้มมันมาแนบอก น้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว จริง ๆ ก็แค่ทะเลาะกันเรื่องงาน เธอก็ไม่น่าจะใส่อารมณ์เสียมากมายขนาดนี้ อายุก็ปาเข้าไปตั้งสิบแปดแล้ว นี่ถ้าใครรู้เข้าคงอายเขาตาย

 “ความจริงฉันก็ผิดหน่อย ๆ ด้วยแหละ”

 “เมี้ยว”

                (“ไม่จริงหรอกครับ แม่ไม่ผิดหรอก แม่ฉัตรเป็นคนเก่ง ทำงานดี๊ดี”) 

                “เดี๋ยวฉันจะลงไปขอโทษพ่อแล้วก็แก้ไขงาน จะได้เสร็จทันพรุ่งนี้”

 “เหมียว”

                (“ครับแม่..”)

          

             “รู้ไหม อีตาลูกค้าบ้านั่นก็เหลือเกิน”

 “ง๊าว.....”

                (“จริง ผมเห็นมันโอบไหล่แม่ด้วย..ไอ้ลูกค้าลามก”)     เจ้าเหมียวซุกซบหน้าอกของเธอ ถูศีรษะเล็ก ๆ ซุกไซ้ไปมา

 “อื๋อ...”      เธอปล่อยมันลงพื้น

 “ไอ้แมวลามก แกคิดอะไรกะชั้น...หน็อย……”     เจ้าเหมียวแลบลิ้นแผล็บ ๆ กระโดดไปมา หลบปลายเท้าโต ๆ ที่ฉวัดเฉวียนนั่น

               

              “ก๊อก ๆ “    คนกับแมวต่างก็ชะงัก แม้จะหายโกรธแล้ว แต่ก็ไม่วายปั้นปึ่ง อย่างน้อยพ่อก็ไม่น่าตะคอกเสียงใส่เธอแบบนั้น

                “ลูกค้าโทรมา บอกว่าที่ฉัตรทำให้น่ะถูกแล้ว ไม่ต้องแก้ไขก็ได้ เขาฝากขอโทษด้วยที่ทำให้ยุ่งยาก พอดีเขาสแกนเมนูส่งไปให้เจ้านายของเขาดูแล้ว เจ้านายของเขาว่าไม่ต้องเปลี่ยนแล้วล่ะ”

                “ค่ะ มีอะไรอีกไหมคะ”

                “ได้ยินเสียงอะไรตึงตัง ๆ ไล่ฟัดกะไอ้เหมียวอยู่รึไง“    

                “เมี้ยว”

                (“อุ้ม ๆ คุณตา อุ้มหน่อย”)     มันมาคลอเคลียที่เท้าของเปรม จนเขาต้องอุ้มมันขึ้นมา

     “ก็ไม่มีอะไร”

                “ฉัตร”

                “คะ”

                “พ่อเสียใจที่ว่าเราแรงไปหน่อย”   เด็กสาวก้มหน้า หลบตา

                “ฉัตรก็ขอโทษ”

                “ไป..เราไปเช่าหนังมาดูกันดีกว่า”

                “อ้าว..แล้ว...”

                “ปิดร้านไวหน่อยจะเป็นไรไป.. ไป เข้าไปหาย่าด้วย”

                “ฮั่นแน่ะ.. จะไปหาย่าหรือจะไปรับภรรเมียอ่ะคุณเปรม ..โด่ ๆ “   พ่อใช้มือที่ว่างมาเขกกะโหลกลูกสาว

                “เรื่องของผู้ใหญ่”

                “อิโธ่..ไป..จะไปหาภรรเมียก็ไปเลยพ่อ เดี๋ยวฉัตรเฝ้าร้านเอง แล้วรับกลับมาเร็ว ๆ ด้วยนะ ฉัตรขี้เกียจหุงข้าว”   ไหมล่ะนั่น.. อ้ายลูกบังเกิดเกล้า

                “แล้วไม่ไปด้วยเรอะ”

“หึ... จะออนไลน์แช้ทกะหนุ่ม ๆ มั่ง พ่ออย่าด่าก็แล้วกัน”

                “ตามใจ  เอ้า..ลูกเราเอาไปเลยไป๊”   พ่อยัดเจ้าตัวขนฟู หน้าเหมือนลูกเสือดาว แต่ตัวดันเป็นลายกะรอกมาให้  เธอรับเจ้าตัวแสบมากอดไว้ มันเลียอีกแผล็บที่แก้ม เธอเลยจับมันโยนเข้าห้องนอน แล้วปิดประตูโครม

                “อยู่ในนั้นแหละ เจ้าแมวลามก”  เด็กสาวหัวเราะร่า... วิ่งลงบันไดตามบิดาไป

 

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 7

 

สาวหน้าใสกับหัวใจน้องเหมียว

ของ คุณสีน้ำฟ้า

 

            สมาชิกหลายคนคงจะชอบเรื่องสั้นของคุณสีน้ำฟ้าเรื่องนี้ตั้งแต่ชื่อเรื่องเลยล่ะครับ

ก็นับเป็นเรื่องที่ใส ๆ น่ารัก เหมาะกับวัยรุ่น ตัวละครเอกทั้งสองตัวคือฉัตรธิดากับเจ้าเหมียว

ก็แสดงบทบาทของตัวเองได้ดี เข้ากับเหตุการณ์วุ่นวายนิด ๆ เง้างอนหน่อย ๆ ของเรื่อง

เพื่อนสมาชิกคงจะสังเกตเห็นว่า “สาวหน้าใสฯ” ประกอบด้วยมุมมองของการเล่าเรื่องอยู่ 2 มุมมองด้วยกัน คือในส่วนของฉัตรธิดาจะเป็นการเล่าด้วยสายตาของบุคคลภายนอก (นักวิจารณ์บางท่านใช้คำว่าสายตาของพระเจ้า คือผู้เล่าไม่มีตัวตนปรากฏอยู่ในเรื่อง) แต่ในส่วนของเจ้าเหมียว จะเป็นการเล่าในแบบบุคคลที่หนึ่ง คือผู้เล่าสามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาสู่ผู้อ่านได้โดยตรง จริงๆ แล้ววิธีการบอกเล่าทั้งสองอย่างก็มีความเหมาะสมแตกต่างกันออกไป คือถ้าต้องการเน้นอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ของตัวละครก็ใช้การเล่าแบบบุคคลที่หนึ่งจะให้ความลึกมากกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องการรับรู้หรือทัศนะของตัวละครว่าจะอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างแคบ แต่ถ้าเป็นการเล่าแบบบุคคลที่สามจะเห็นภาพได้กว้างกว่า แต่ไม่อาจลงลึกในรายละเอียดเท่ากับการเล่าแบบบุคคลที่หนึ่ง ดังนั้น เวลาที่เขียนเรื่อง ผู้เขียนจึงต้องคำนีงด้วยว่าสถานะของตัวละครอยู่ในมุมมองของบุคคลที่หนึ่งหรือบุคคลที่สาม เพื่อตัวเองและผู้อ่านจะได้ไม่เกิดความสับสน

            ปัญหาของ “สาวหน้าใสฯ” ไม่ได้อยู่ที่ครีมขัดผิวนะครับ แต่อยู่ที่การจัดวางบันทัด

โดยเฉพาะบทพูดของเจ้าเหมียวที่ดูชุลมุนมากกับการพูดภาษาแมวที่มีคำแปลเป็นภาษาคน

คุณสีน้ำฟ้าอาจจะลองใช้ตัวเอนในส่วนที่เป็นคำพูดของเจ้าเหมียว ซึ่งจะช่วยลดความอลหม่านลงได้พอสมควรและทำให้คนอ่านเห็นความแตกต่างระหว่างคำพูดของคนกับแมวชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นก็จะอยู่ที่คุณเปรม (พ่อของฉัตรธิดา) ซึ่งคุณสีน้ำฟ้าใช้วิธีการเล่าเรื่องสองมุมมอง คือมีทั้งบุคคลที่หนึ่งและบุคคลที่สามอยู่ร่วมกัน และบางตอน เช่นตอนที่ฉัตรธิดาไปปลุกเพื่อขออนญาตเลี้ยงเจ้าเหมียว จะเห็นภาพของคุณเปรมเป็นตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่าคนจริง ๆ

            โดยรวมแล้ว ก็ เมี้ยว-เมี้ยว (แปลว่าใช้ได้) ครับ

           

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก, ชิลี  7 กุมภาพันธ์ 2550

           



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ