ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


หุ่นยนต์สังกะสี (ตอนต่อ)

                                           

8

 

    และแล้ววันเวลาที่ผมไม่เคยลืมเลือนเลยก็มาถึง ...ก็อย่างที่รู้ ของเล่นกับเด็กเป็นของคู่กัน แต่ที่โรงเรียนของเรากลับมีกฎเกณฑ์บ้าๆ อยู่ข้อหนึ่งคือ จะห้ามไม่ให้เด็กนักเรียนเอาของเล่นมาเล่นที่โรงเรียนเป็นอันขา ด ผมไม่รู้หรอกว่าทุกวันนี้กฎเกณฑ์ที่ว่าจะเลิกไปหรือยัง ในทุกๆ เช้า จะมีครูเวรคอยเฝ้าตรวจตรากระเป๋านักเรียนทุกคนอยู่ที่หน้าประตู โรงเรียน หากจับได้ว่าใครแอบเอาของเล่นมา  ไม่ว่าจะเป็นหนังสติ๊ก ตัวตุ๊กตุ่น เรือป๊อกแป๊ก  จิ้งหรีด แมงทับ หากจับได้ จะโดนยึดเรียบ แล้วเอาไปเก็บไว้ที่ห้องครูใหญ่  ใครจะเอาคืนจะต้องยอมให้ครูตี  หากไม่ยอมโดนตีก็ไม่ได้คืน  แม้จะห้าม แต่เราก็ชอบแอบลักลอบเอาของเล่นใส่กระเป๋านักเรียนมาเล่นกันได้ อยู่เสมอ  และจากกฎเกณฑ์ที่ว่านี่เอง ที่ทำให้มิตรภาพระหว่างผมกับโต้งยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นกันมากยิ่งข ึ้นไปกว่าเดิม

    ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ขึ้นชั้น ป.4 ใหม่ๆ พ่อซื้อหุ่นยนต์สังกะสีสีแดงแจ๊ด ตัวใหญ่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่มาให้ผม มีลานไขคล้ายลูกกุญแจอยู่ด้านหลัง  เมื่อไขลานจนเต็มแล้ว มันจะเดินยกแขนส่ายหัวไปมา พร้อมกับส่งเสียงคำรามแปลกๆ คล้ายเสียงฟ้าผ่า แต่เบากว่ามาก และที่ดวงตาจะมีแสงไฟสีน้ำเงินวูบวาบออกมาด้วย  ผมจำไม่ได้แล้วหละว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนั้นมันชื่ออะไร  แต่คุ้นๆ ว่า น่าจะเป็นแก๊งเดียวกันกับพวกยอดมนุษย์อุลตร้าแมน  ไอ้มดแดง  กาโม อะไรเทือกนั้น

     เช้าวันรุ่งขึ้น ค่าที่อยากจะเอามาอวดเพื่อนๆ โดยเฉพาะกับโต้งเพื่อนรักของผมตามประสาเด็ก ผมแอบแม่เอาเจ้าหุ่นยนต์ที่ผมตั้งชื่อมันว่า “ไอ้ฟ้าลั่น” ตามเสียงร้องของมัน ซ่อนไว้ในกระเป๋านักเรียน ปิดทับด้วยสมุดวาดเขียน หน้าปกเป็นรูปวีนัสแขนขาด เอาไว้อย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่รอดพ้นสายตาของครูเวรที่เฝ้าอยู่ที่หน้าโรงเรียนไปได้ ครูยึดเจ้าหุ่นยนต์สุดรักของผมไป แต่ก็ได้โต้งนี่แหละครับที่ยอมพลีกายเข้าแลก เอา “ไอ้ฟ้าลั่น” คืนมาจากครู  

    “นายรอเราอยู่ตรงนี้แป๊บนึง ไม่ต้องไปไหน เดี๋ยวเรามา”

    โต้งบอกกับผมที่แอบมานั่งกอดเข่า  ร้องไห้หลังโรงเรียน ไม่กล้ากลับบ้าน กลัวจะโดนแม่ตีที่แอบเอาหุ่นยนต์มาเล่นที่โรงเรียนจนครูริบ  ไอ้ครั้นจะไปเอาคืนเอง ก็กลัวโดนครูตี  กลัวเจ็บอีก เมื่อโต้งพูดเสร็จ ก็เดินหายลับกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง

    จนถึงทุกวันนี้ ผมยังจำภาพโต้งเดินกระโผลกกระเผลก  ยกมือขึ้นป้ายน้ำตาฝ่าแสงแดดสีเศร้าในยามโพล้เพล้ เอาหุ่นยนต์ตัวนั้นมายื่นให้กับผมได้เป็นอย่างดี

     “ร...ร...เราเอาหุ่นยนต์มาคืนนายแล้ว  น..น.. นายหยุดร้องไห้ได้แล้วนะ ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กัน รู้เปล่า”

    โต้งสะอื้นไห้บอกกับผม น้ำเสียงขาดหายเป็นห้วงๆ มีน้ำตาไหลร่วงอาบแก้ม มือคลำป้อยอยู่ที่ก้น  พลางยื่นหุ่นยนต์สังกะสีตัวนั้นมาให้ผม   จากนั้นเราทั้งสองจึงเดินกอดคอกันเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงแดดอั นโรยรา… 

                                

     9

 

    คืนวันแห่งความสุขล่วงผ่านไปเร็วและนาน  จวบจนกระทั่งลมต้นฤดูร้อนสายแรกเริ่มต้นพัดมาในวันสุดท้ายของการสอบไล่ของชั้ นป.6   ในเย็นย่ำของวันนั้น  เราจัดงานเลี้ยงอำลากันขึ้น บนกระดานดำ เขียนข้อความด้วยชอล์กสีสดใสว่า “งานเลี้ยงอำลา อาลัย”   ที่กลางห้องเรียน มีโต๊ะกลมตัวใหญ่วางอยู่ บนโต๊ะ มีอาหารและขนมมากมาย บนเพดานมีสายรุ้งห้อยระโยงระยางสวยงาม  เมื่อเลี้ยงฉลองกันเสร็จแล้ว งานเลี้ยงใกล้เลิกรา   ครูประนอมที่กลับมาเป็นครูประจำชั้นของเราอีกครั้ง   จับนักเรียนทั้งชั้นมาตั้งท่าถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่หน้าห้องเรี ยน   เพื่อนๆ ดูสนุกสนานเฮฮา ทำท่าประหลาดๆ เด็กผู้ชายคนหนึ่งแอบไปยืนหลังเด็กผู้หญิง ชูนิ้วมือสองนิ้วเป็นเขาอยู่เหนือศีรษะให้เหมือนว่าเธอมีเขาควา ย เมื่อเพื่อนผู้หญิงรู้ตัว จึงหันมาไล่ทุบไล่ถองไปรอบห้องเรียน  มีเสียงฮาเฮดังสนั่น

    เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว พวกเราจึงมารวมตัวถ่ายรูปกันใหม่ ในหมู่พวกเรามียิ้มบานแฉ่งอยู่ในหน้า จะยกเว้นก็เฉพาะโต้งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนยิ้มแหยๆ และแล้วเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้น ก่อนที่เสียงร่ำลาระหว่างพวกเราและครูประนอม และพวกเรากันเองจะดังขึ้นตามมา บรรยากาศเนืองนองไปด้วยน้ำ ตา

    ผมกับโต้ง เราสองคนสั่งลากันด้วยการขึ้นรถเมล์สาย 15  ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสีลม เที่ยวเดินดูของเล่นต่างๆ นานาด้วยหัวใจที่แสนเงียบเหงา  ผิดไปจากแต่ก่อนที่จะมีแต่เสียงหัวเราะเริงร่าเคล้าไปตลอดเวลา ทันใดนั้น โต้งก็ผลุนผลันเดินไปหยิบหุ่นยนต์สังกะสีบนชั้นวางขายที่เหมือน กันกับของผมเด๊ะ มาถือไว้ในมือ ดวงตาคล้ายครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในวันเก่าๆ ที่ผ่านเลยมา โต้งหันมาสบตาผมอย่างเศร้าๆ  แล้วจึงวางมันกลับไปไว้ที่ชั้นอย่างเดิม

    เราต่างมีน้ำตาให้กันอยู่บ้าง เมื่อตอนที่นั่งรถเมล์กลับบ้าน ค่าที่คิดถึงโรงเรียนเก่า ห้องเรียนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงระฆังด้งหง่างเหง่ง เสียงเพลงชาติตอนเช้า  แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราคิดถึงกันและกัน ...

    นับจากเวลานั้น วิถีชีวิตของเราทั้งสองก็คล้ายกับดวงดาวต่างวงโคจร ยากจะมาบรรจบพบกันได้อีก โต้งไม่ได้เรียนหนังสือต่อเพราะพ่อไม่มีเงินส่งเสีย ขณะที่ผมสอบเข้าได้ในโรงเรียนชายมีชื่อแห่งหนึ่ง  แรกๆ เรายังคงพบกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ห่างหายไปตามกาลเวลาในที่สุด ยิ่งต่อมาอีกไม่นาน ครอบครัวของผมอพยพโยกย้ายออกจากบ้านหลังเก่ามาตั้งรกรากอยู่ที่ ย่านรังสิต ปทุมธานี  ระยะทางที่ห่างไกลกันทำให้ตลอดเวลากว่า 10 ปี  ผมกับโต้งจึงไม่ได้พบพานกันอีกเลย 

 

10

 

    “โต้ง  จำเราได้ไหม ? เรา...ไง ”

     บนถนนสายสั้นที่จอแจไปด้วยผู้คน ควันรถ และลมหนาว ผมบอกชื่อเล่นของตัวเองออกไปด้วยสุ้มเสียงอันดัง  ขณะที่โต้งกำลังยื่นถุงก๊อบแก๊บสีขาวขุ่นมีกล่องข้าวไข่เจียว ส่งกลิ่นหอมน่ากินอยู่ในนั้นไปให้แหม่มสูงอายุคนหนึ่ง โต้งเหลียวหันมาตามเสียงเรียกของผม ท่าทีเงอะงะ สีหน้าลังเลใต้หมวกผ้าประกอบอาหารสีขาวพินิจดูใบหน้าของผมอยู่พ ักใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้ม และเรียกชื่อผมออกมาดังลั่น  ลูกค้าที่ยืนรายล้อมอยู่ต่างหันมาจ้องมองเราทั้งสองคนเป็นตาเดี ยว

    จากนั้น โต้งรีบเดินออกมาจากร้านรถเข็นทันที ปล่อยให้หญิงสาวที่ผมมารู้ทีหลังว่าเป็นเมีย ทำหน้าที่ทอดไข่เจียวแทน ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง  เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนสีขาวที่ห้อยอยู่ที่ตัว ดึงหมวกผ้าใบนั้นออกจากหัว ก่อนลากเก้าอี้ที่ซุกอยู่ใต้รถเข็นออกมา 2 ตัว ตัวหนึ่งของผมและตัวหนึ่งของเขา ร้องสั่งเบียร์ช้างจากร้านรถเข็นขายลาบยโสธรที่อยู่ข้างๆ มา ขวด เราต่างถามสารทุกข์สุกดิบกัน  

    โต้งเล่าว่า หลังออกจากโรงเรียน ก็มาช่วยพ่อขายอาหารตามสั่งได้อยู่ปีกว่าๆ พ่อก็เกิดมาเสียชีวิตลง  เขาเร่ร่อนไปทั่วทุกสารทิศ รับจ้างทำงานแลกเงินสารพัดเท่าที่เด็กเล็กๆ อย่างเขาจะทำได้เพื่อเลี้ยงชีวิตตัวเอง จนมาลงท้ายด้วยการเปิดร้านรถเข็น ขายข้าวไข่เจียวบนถนนข้าวสารแห่งนี้เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่าน& amp; nbsp; มา 

    ส่วนผมบอกเรื่องราวของผมแต่เพียงสั้นๆ ว่า รับราชการเป็นอาจารย์ด้านวารสารศาสตร์อยู่ที่มหา’ลัยแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังรับงานหนังสือไปด้วยเป็นครั้งคราว และตอนนี้อยู่ในระหว่างการลาเรียนในระดับปริญญาเอก

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น โต้งทำตาลุกโพลงตื่นเต้น ดวงหน้าอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ  โต้งก็คงเหมือนกับคนทั่วไปที่ตกอยู่ใน  “กับดักแห่งความรู้สึก” ด้วยการมองสูตรสำเร็จของชีวิตว่า คือ การเรียนสูง งานดี มีเกียรติ มั่นคง ซึ่งในความเป็นจริง ความสำเร็จกับความสุขของชีวิต มันคนละเรื่องเดียวกัน บางครั้ง คนที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่พร้อมมูล อาจจะไม่มีความสุขก็ได้ใครจะไปรู้  แต่ถึงกระนั้น  ด้วยท่าทีของโต้งตรงเบื้องหน้าก็ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอมใจ คำพูดของอาร์โนลด์ เบนเนต นักเขียนนิยายชาวอังกฤษที่กล่าวว่า “เพื่อนแท้คือคนที่ยังชอบคุณ แม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จมากกว่าเขา” (A true friend is one who like you despite your achievement.) คล้ายล่องลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง

                                                 

11

  

             “นายเคยไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของเราบ้างไหม?”  โต้งถามผมขึ้นในตอนหนึ่งของการสนทนา

               ผมสั่นหน้า ไม่กล้าสบตาเขา  รู้สึกผิดในใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเพื่อแก้เขิน  อันที่จริง มีอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ที่ผมคิดจะไปเยี่ยมโรงเรียนและครูประถมของผม  แต่ก็ไม่ได้ไปสักที เพราะมักจะมีเงื่อนไขของชีวิต เข้ามาแทรกแซงให้ต้องมีอันเป็นไปอยู่เสมอ

           “เมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของเราครั้งหนึ่ง   เจอครูประนอมด้วย”โต้งว่า  ดวงตามีรอยยิ้มฝัน

    “หลังเราเรียนจบกันแล้วไม่นาน   ครูประนอมก็แต่งงานกับครูชายในโรงเรียนของเรานั่นแหละ ตอนนี้ มีลูกหลายคนแล้ว แกแก่ลงไปมาก" เขาหยุดยิ้มให้ผมนิดหนึ่ง " แกยังถามถึงนาย เราบอกว่าตั้งแต่นายย้ายบ้านไป ก็ไม่ได้เจอกันเลย  แกยังไม่วายล้อเราเรื่องแปรงลบกระดานบินได้อยู่อีกแน่ะ” เมื่อเล่าได้ถึงตรงนี้  โต้งหัวเราะแหะๆ พาให้ผมหัวเราะตามไปด้วยอีกคน  ภาพในอดีตผุดพรายขึ้นในหัวสมอง

     โต้งยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อว่า ทุกวันนี้ อาคารเรียนไม้ที่เราเคยเรียน ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว มีอาคารตึก 2 ชั้นสีขาวเด่น ผุดขึ้นมาแทนที่ สนามหญ้าเปลี่ยนเป็นซีเมนต์  เด็กนักเรียนวิ่งเล่นล้มหัวแตกกันไม่เว้นแต่ละวัน   พุ่มดอกมะลิรอบสนามถูกตัดทิ้งเ*้ยนไม่มีเหลือ กลายเป็นรั้ วลวดหนามสูงท่วมหัว เสาธงเก่าถูกโค่นล้มไป มีเสาธงใหม่ปักแทน ร้านชำที่เราเคยวิ่งซื้อทอฟฟี่กันเปลี่ยนมาเป็นร้านเซเว่น อีเลฟเว่น บ้านเรือนริมแม่น้ำถูกไล่รื้อไปหมด มีโรงแรมริมแม่น้ำที่ยินดีต้อนรับแต่นักท่องเที่ยวฝรั่ง ตั้งตระหง่านขึ้นมาบดบังทัศนียภาพของวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำจนแทบม ิด ชาวบ้านที่เคยหากินอยู่กับแม่น้ำลำคลอง หายสาบสูญไปเกือบหมดทั้งบาง มีบ้างที่มาทำงานเป็นบริกร คนทำความสะอาด หรือไม่ก็เป็นยามให้กับโรงแรม ถนนโรยกรวดเข้าโรงเรียนก็เทปูนแล้วอย่างดี  ป่าละเมาะริมสองฟากหายวับไปกับกาลเวลา รถราวิ่งกันฝุ่นตลบเข้าไปยังโรงแรมระฟ้าตลอดทั้งวัน

    สิ้นเสียงโต้ง  ผมได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง พลันความรู้สึกเมื่อครั้งถูกครูริบเอาหุ่นยนต์สังกะสีไป ก็ได้หวนคืนกลับมาสู่ผม...อีกครั้ง !

 

12

 

    คุยกันได้ไม่นานเท่าๆ กับเวลาที่เบียร์ขวดนั้นหมดลงพอดี  เมื่อพลิกนาฬิกาข้อมือดู ใกล้เวลานัดหมายกับลูกค้าเต็มทีแล้ว ถึงเวลาที่ผมกับโต้งคงต้องจากกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ ก่อนจากกัน  โต้งได้ให้ผมสัญญากับเขาว่า หากครั้งใดมีโอกาสมาที่ถนนข้าวสารนี้อีก  ผมจะต้องแวะเวียนมาหาเขา โต้งทำหน้าเศร้าๆ และลังเล ขณะพูดสิ่งนี้กับผม  นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ด้วยชะตาชีวิตในวันนี้ที่เราทั้งสองดูต่างกันราวฟ้ากับเหว โต้งอาจไม่มั่นใจว่า ผมยังปรารถนาที่จะคบหาเขาเป็นเพื่อน  เหมือนเมื่อตอนที่เรายังหัวเท่ากำปั้นกันอยู่อีกหรือเปล่าก็เป็ นได้ แต่สำหรับผม แม้โต้งจะเป็นเพียงพ่อค้าขายข้าวไข่เจียวข้างถนนที่หลายคนอาจดู แคลน 

    ทว่าเหนืออื่นใด...ผมมีความเชื่อจริงใจว่า เรื่องบางเรื่องก็วัดกันที่หัวใจเท่านั้น โดยไม่มีสิ่งอื่นใดมาเจือปน   ในความเป็นเพื่อนระหว่างเราสอง ยังคงแม่นมั่นในความรู้สึกของผมไม่เสื่อมคลาย  

    ในท่ามกลางลมหนาวที่พรูพรายมาในสายลมตอนนั้น ผมให้สัญญากับโต้ง พร้อมกับยื่นนามบัตรที่มีที่อยู่ติดต่อไปให้เขา

     

    หลังออกเดินมาได้สักพัก…ผมเหลียวหน้ากลับไปมองยังปากซอยข้างวัดชนะสงคราม ที่ตั้งร้านรถเข็นของโต้งอีกครั้ง  แลเห็นร่างสูงใหญ่ กำลังงกๆ เงิ่นๆ ทอดไข่เจียวโดยมีเมียยืนอยู่ข้างกาย จังหวะนั้น  โต้ง-เพื่อนนักเรียนประถมของผมเงยหน้าขึ้นมาพอดี เขาส่งสายตาที่มีรอยยิ้มใสซื่อฝากสายลมเย็นลอยมาให้ ผมพยักหน้ารับและยกมือขึ้นโบกลา ก่อนจะหันร่างมุ่งหน้าไปตามถนนสายเดิม พลางชำเลืองมองถุงก ๊อบแก๊บใส่กล่องข้าวไข่เจียวหอมฟุ้งในมืออีกข้าง   หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความทรงจำอันแสนงดงาม...

.....................

 

 

คลีนิกเรื่องสั้น 9

 

หุ่นยนต์สังกะสี

ของคุณรัน

 

            ผมไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณรัน ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องอื่นมาก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่จาก“หุ่นยนต์สังกะสี” ก็ทำให้เชื่อว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องสั้นเรื่องแรกของคุณ เพราะเป็นเรื่องที่มีโครงสร้างแข็งแรง มีศิลปะในการใช้ภาษา การสอดรับของเหตุการณ์ที่เกี่ยวคล้องกันเหมือนลูกโซ่ ตัวละครมีความเคลื่อนไหวอย่างเหมาะควร ที่สำคัญก็คือมีบรรยากาศอันอบอุ่นของความเป็นเพื่อนและคำว่ามิตรภาพอวลอายอยู่ตลอดเรื่อง

            ผมเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องราวที่ประทับใจในวัยเด็ก โดยเฉพาะเรื่องราวของความรัก ความผูกพันระหว่างเพื่อน ซึ่งอาจจะเร้นอยู่ในหลืบซอกของความทรงจำ ถ้าค้นมันออกมาและย้อนรำลึกถึงวันวานที่ผ่านไป เราก็อาจจะได้เรื่องสั้นที่งดงามทำนองเดียวกับ “หุ่นยนต์สังกะสี”

            เรื่องสั้นเรื่องนี้อาจจะมีความยาวอยู่บ้าง ถ้าแต่งเล็มบางตอนนิดหน่อยก็น่าจะได้ แต่หากจะปล่อยไว้ก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องเสียหาย เพราะอ่านได้อย่างเพลิดเพลิน...สรุปแล้วสิ่งที่คุณรันต้องการจากคลีนิกเรื่องสั้นคงมีอยู่อย่างเดียว คือความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งเมื่ออ่านความเห็นของผมตั้งแต่ต้นคุณก็สามารถมั่นใจในตัวเองได้เลยครับ

            อยากจะบอกว่าผมชอบและเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า ‘A true friend is one who like you

despite your achievement’ ที่คุณยกมาใส่ในเรื่อง

            ขอแสดงความยินดี และหวังว่าคงจะได้เห็นผลงานชิ้นต่อไปของคุณอีก

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี  9 กุมภาพันธ์ 2550

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ