ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


... (ตอนต่อ)


แค่หัวใจที่ผมมี  กับการรักที่จะเป็นนักเขียน  การรักที่จะกลั่นกรองความรู้สึกเพื่อส่งตรงถึงผู้อ่านให้พวกเขาได้รับรู้  หากมันยังไม่เพียงพอ  ผมก็คงจะเดินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ผมเข้าใจเสมอมาว่า

 

“นักเขียน”  คือ  ผู้ที่ส่งต่อความรู้สึกจากตัวหนังสือ  ให้เข้าถึงสู่ความรู้สึกของผู้อ่าน  เป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างตัวหนังสือที่ไร้ชีวิต   ให้มันดูมีชีวิตด้วยจิตนาการณ์ของผู้เขียน

 

หากแต่มีสิ่งอื่นสิ่งใดที่โน้มน้าวแนวคิดนี้  หรือให้ผมเปลี่ยนวิธีการเขียน  ผมคิดว่าคงเป็นจุดสิ้นสุดสำหรับงานเขียนของผม 

ให้ผมเปลี่ยนแนวการเขียน  ซึ่งจะมุ่งเน้นแต่จะใช้สมองพัฒนา  เพื่อผลประโยชน์แก่สำนักพิมพ์ 

ผมขอหยุดงานเขียนของผมเพียงนี้ดีกว่า 

ไม่ใช่เพราะหยิ่งทะนงในตัวเอง

ไม่ใช่เพราะความหยิ่งผยอง  

ไม่ใช่เพราะไม่ให้ความนับถือแก่ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 

แต่เพราะหากให้ผมใช้สมองในการเขียนเสีย  มากกว่าการใช้ความรู้สึก

 

นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “สมองคิด”  ไม่ใช่ “หัวใจนักเขียน”

  

 

“น้องจะยอมแพ้เพียงแค่นี้หรือ  เพียงแค่ตัวหนังสือไม่กี่ตัว  ก็ทำให้เราล้มเลิกจุดประสงค์และสิ่งที่เราวาดหวังไว้เพียงแค่นี้หรือ?”

 

ผมนั่งจับเจ่าอยู่ไม่นานนัก  หลังจากที่ให้สิ่งที่เรียกว่าสมองครุ่นคิด  และใช้จิตใจในการพิจารณา

ผมก็ตัดสินใจที่จะก้าวต่อ

คำพูดของพี่เจ้าของร้านอนเตอร์เน็ตขาประจำช่วยเตือนสติให้ผมลุกขึ้นอีกครั้ง 

 

“ใช่ !! เราจะแพ้แค่นี้ไม่ได้”   

 

ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง  และพร้อมที่จะรับคำติชมอีก  โดยจะเก็บส่วนที่ดี ๆ ไว้ในคำติชมมาปรับปรุงกับการเขียนให้มีความทันสมัยมากขึ้น

ผมตัดสินใจว่าจะเขียนงานเขียนด้วยใจอีกครั้ง  โดยไม่หวังว่าจะได้เงินทอง   ชื่อเสียง  แต่เพราะว่าใจผมอยากเขียน  และอยากจะสื่อให้ผู้อ่านทุกคนรับรู้ถึงความตั้งใจ 

สื่อถึงสิ่งที่ผู้ที่ใช้สมองอ่านไม่สามารถที่หยั่งมันถึง  และจะพิสูจน์ให้ท่านผู้ที่โพสต์วิจารณ์ผมรู้ว่า

 

“สิ่งที่ผมเขียนนี่แหละ  คือสิ่งที่ท่านทั้งหลายขาดหายไป  ไม่ใช่เพราะผมขาดตกอย่างที่ท่านว่าไว้”

 

ผมเริ่มกลับมามองเรื่องของตัวเองอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้มองด้วยมุมที่กว้างกว่า  การเขียนแม้จะยังมุ่งเน้นเขียนโดยใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่  แต่ก็สอดแทรกความต้องการของผู้อ่านลงไปด้วย  นั่นคือสาระที่ผมได้แทรกลงไปในงานเขียน  เพิ่มเติมประสบการณ์และมุมมองของตัวเองลงไป  ความถึงความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องนั้น 

 

เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาขึ้น  หรือจะเรียกให้ดูทันสมัยหน่อยก็เก็บชั่วโมงบิน 

 

แม้ว่าในช่วงแรกผมจะทำใจไม่ได้กับคำวิจารณ์ของท่านนักเขียนผู้มีประสบการณ์ท่านนั้น  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ผมถึงเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อ 

 

“งานเขียนแม้ว่ามันจะเป็นงานเขียนของเรา  เป็นความคิดความรู้สึกของเรา  แต่หากเมื่อเราเขียนขึ้นมาแล้ว  และต้องการจะสื่อถึงผู้อื่น ต้องการให้มีอยู่อ่าน  สื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะเสนอ  การคิดเพียงแค่ตัวเองเข้าใจ  มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุด”

 

นักเขียนเปรียบประหนึ่งคนของสังคม  แต่เป็นคนของสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง  งานเขียนทุกชิ้นที่หากออกสู่สายตาสาธารณะชนแล้ว  นั่นย่อมหมายถึงความเป็นสากล  ความเป็นสากลในความหมายของผมคือสายตาของผู้อ่านงานเขียนของเรา  จะมีนับร้อยนับพันความคิดเกิดขึ้นหลังจากนั้น  เรื่องของเราอาจจุดประกายให้กับคนอื่น  หรืออาจชักจูงใครบางคนให้โน้มเอนความคิดไปตามเรา  หรืออาจจะลบล้างความคิดเดิม ๆ บางอย่างของใครบางคนไปเลยก็ได้

 

ตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไป  ผมกลับมาคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งอดีต  มองมันด้วยความรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเราก็ได้มีแรงกระตุ้น  ผมเก็บเอาความรู้สึกที่แม้ว่าตอนแรก ๆ นั้นจะเจ็บปวดใจเหลือเกิน  เก็บมันมาเป็นแรงผลักดันและพัฒนาตัวเอง  ละเลยความโกรธ  ความโมโห  ทิฐิ  หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะฉุดรั้งเราให้อยู่กับความคิดร้าย ๆ  มองข้ามมันไป  จับเอาประเด็นและเริ่มใหม่  เริ่มต้นใหม่ในแนวทางที่เห็นว่าถูกว่าควร     

 

ทั้งหมดนี้มากจากใจที่อยากเขียน  มาจากสิ่งที่อยากทำ  มาจากความรู้สึกที่เงินไม่สามารถหาซื้อได้

กลั่นกรองออกมาจากสมองที่ท่านได้ติชม  ออกมาจากส่วนของคำวิจารณ์ที่ผมได้นำมาปรับปรุง

 

ผมหวังไว้อย่างยิ่งว่าสิ่งที่ผมเขียนขึ้นมานี้ เรื่องราวที่มีเค้าโครงจริง  จากประสบการณ์  จากความรู้สึกนึกคิด  ผมอยากให้มันเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นนักเขียนบางท่านที่อาจจะกำลังท้อแท้  และหมดกำลังใจในงานเขียนบางงานที่ถูกติชมกลับมาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง  หรืออะไรก็ตามที่เข้ามากระทบต่อความตั้งใจ 

 

อยากให้ท่านพึงระลึกไว้ว่า 

 

“ใช้ว่าจะมีเพียงท่านที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้เพียงรำพัง” 

 

อยากให้คิดว่ายังมีคนอื่น ๆ นับร้อยนับพันที่เจอกับสิ่งเหล่านี้  อาจจะร้ายแรงมากกว่านี้  เจ็บปวดมากกว่านี้ 

 

สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงบททดสอบหนึ่งเท่านั้นที่ผ่านเข้ามาเพื่อทดสอบท่านว่าท่านมีคุณสมบัติคู่ควรกับความสำเร็จที่รออยู่ในอนาคตมากแค่ไหน 

ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน  ทุกคนมีแรงบันดาลใจ  มีความตั้งใจ  มีความกระตือรือร้น  แต่จะทิ้งมันไปเพียงแค่ตัวหนังสือ  หรือคำพูดเพียงไม่กี่คำนั้น...  มันก็ใช่เรื่อง

ไม่มีใครคนไหนเก่งมาตั้งแต่เกิด  หากแต่ความเก่งนั้นก่อเกิดได้จากการฝึกฝน และฝึกปรือ 

 

และผมขอขอบพระคุณ  คุณผู้อ่านทุกท่าน  ที่คอยติชมและให้คำแนะนำผมมาตลอด  ขอบพระคุณท่านผู้โพสต์ซึ่งผ่านเข้ามาทำให้ผมได้หยิบฉวยนำเอาเรื่องราวมาดัดแปลง  และแปลมันออกมาเป็นตัวหนังสือ  กลายเป็นงานเขียนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ดีมากนัก  ขอบคุณที่ทำให้ผมฉุดคิด  มอบบทเรียนดี ๆ นี้ให้แก่ผม  จะได้ไม่ทะนงตัวมากนัก  ขอบพระคุณ  คุณครูผู้จุดประกายความคิด  วันนี้ศิษย์ทะนงตัวคนนี้เข้าใจในสิ่งท่านต้องการจะสื่อให้แล้วครับ

 

ขอบพระคุณสำหรับทุกกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา  ผมยังจะก้าวต่อไป  ก้าวต่อไป  จนกว่าสิ่งที่ผมวาดหวังไว้จะเป็นจริง  แม้ในความเป็นจริง  มันจะมีวันนั้นหรือไม่....ก็ตาม      

 

 

…………………..

 

 

 

 

  

คลีนิกเรื่องสั้น 16

เรื่องสั้นของคุณเสรี สุขพี้

 

            เรื่องสั้นที่ไม่มีชื่อของคุณเสรี สุขพี้ ค้างอยู่ในแฟ้มมา 2 เดือนเศษ ทั้ง ๆ ที่ผมหยิบขึ้นมาเพื่อจะนำเข้าคลีนิกหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนเวลาออกไปอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งต้องขอโทษเจ้าของเรื่องที่ปล่อยให้รอคอย

            สำหรับปัญหาข้อแรกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คือการจะถือว่านี่เป็นเรื่องสั้นได้หรือไม่ ซึ่งนักขนบนิยมคงปฏิเสธตั้งแต่แรก แต่ในทัศนะของนักเสรีนิยมอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องสั้นแนวใหม่ได้เหมือนกัน

...หากมองในแง่ของการมีตัวละคร มีเหตุการณ์ มีสถานที่เกิดเหตุ ปมปัญหา และแรงสะเทือนใจ ผมก็คิดว่าปัจจัยของเรื่องสั้นทั้งหมด มีอยู่อย่างครบถ้วนในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นแต่เหมือนกับข้าวของที่ยังไม่ได้รับการจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงออกจะรก ๆ เลอะๆ อยู่สักหน่อย

            ผมอยากจะแนะนำให้คุณเสรีลองจัดลำดับเรื่องราวทั้งหมดเสียใหม่ โดยเขียนเป็นข้อ ๆ ว่าเหตุการณ์แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร และคุณต้องการจะบอกอะไรกับคนอ่าน เช่น

ข้อ 1  ผมอยากเป็นนักเขียน  วิธีการที่ทำคือ เขียนไดอารีลงในเว็บ โดยใส่บางตอนในนิยายที่เขียนลงไปด้วย

            ข้อ 2   ปฎิกริยาที่ได้รับตอบ   มีคนเข้ามาอ่าน และติชม

            ข้อ 3  น้องที่โรงเรียนเก่าถูกรถชนต้องนอนโรงพยาบาล ผมจึงเขียนเรื่องให้เธออ่านเพื่อให้กำลังใจเธอ

            ข้อ 4   นำเรื่องนี้ไปโพสต์ลงในเว็บ มีคนเข้ามาวิจารณ์อย่างรุนแรง ทำให้ท้อแท้

            ข้อ 5   ได้รับแรงใจจากเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ต ทำให้ฮึดที่จะเขียนหนังสือใหม่ และพร้อมรับคำติชม

            ข้อ 6   บทสรุป สิ่งที่ค้นพบในความเป็นนักเขียน

            เมื่อแบ่งตัวเรื่องออกเป็นข้อ ๆ ดังนี้แล้ว คุณก็สามารถที่จะดูแลในส่วนของเนื้อหา และองค์ประกอบในแต่ละข้อให้มีความชัดเจน ลงตัว และกลมกลืนขึ้น เมื่อนำทั้ง 6 ข้อมาเรียงกัน คุณก็จะได้เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง

            ปัญหาข้อที่สองของการเขียนเรื่องสั้น(และนิยาย) ก็คือ คุณต้องรู้จัก และเข้าใจในสิ่งที่คุณเขียนถึงเป็นอย่างดี ถ้าย้อนไปในสมัยนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” บก.อาจินต์ ปัญจพรรค์ มักจะนำเสนองานของนักเขียนที่อยู่ในอาชีพหรือสายงานนั้น ๆ เช่น คุณไมตรี ลิมปิชาติ ซึ่งทำงานที่การประปาฯ ก็จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประปา คุณต๊ะ ท่าอิฐ ซึ่งเป็นไกด์พาฝรั่งเที่ยวก็จะเขียนเรื่องชุดไกด์ผี คุณนิมิตร ภูมิถาวร

มีอาชีพเป็นครูอยู่ต่างจังหวัด ก็จะเขียนเรื่องครูและชีวิตคนในชนบท เป็นต้น แต่เมื่ออ่านเรื่องสั้นของ

คุณเสรี ซึ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับนักเขียน ผู้อ่านจะทราบได้แทบจะทันทีว่าคุณเสรียังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนักเขียนอย่างแท้จริง เช่นในประโยคที่ว่า  “การเขียนเรื่องสั้นนั้นนับว่าทำเงินได้มากมายมหาศาลทีเดียว” หรือ “งานเขียนส่วนใหญ่เริ่มเป็นการเขียนที่มุ่งเน้นแต่จะค้ากำไรเสียมากกว่าให้ความสุขแก่ผู้อ่าน” ซึ่งตรงนี้อยากจะบอกว่า การเขียนที่ดีนั้นนอกจากจินตนาการ และอดุมคติแล้ว

ควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย

            ผมเห็นด้วยกับคำพูดของคุณเสรีที่ว่า “ไม่มีใครเก่งมา ตั้งแต่เกิด หากแต่ความเก่งนั้นก่อเกิดได้จากการฝึกฝน และฝึกปรือ”

            และขอให้คุณเสรียึดคำ ๆ นี้ เป็นแรงบันดาลใจต่อไป กับขออวยพรให้คุณก้าวไปสู่สิ่งที่วาดหวังไว้

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 17 เมษายน 2550

 

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ