ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ห้องรับแขก
dot
bulletเล่าสู่กันฟัง
bulletคลีนิกเรื่องสั้น
bulletห้องพักฟื้นเรื่องสั้น
bulletบางบท...บางตอน
bulletวันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
bulletฟังรายการวิทยุย้อนหลัง
bulletคมคำ คำคม
bulletกระดานสนทนา
bulletสมุดเยี่ยม
bulletข่าวแวดวงวรรณกรรม
dot
ห้องสมุด
dot
bulletนักอ่านพูดถึงประภัสสร
bulletบทสัมภาษณ์ต่างๆ
bulletประภัสสร ใน สื่อ
dot
กล่องความทรงจำ
dot
bulletE-card
dot
Newsletter

dot


facebook.com/psevikul


วัฏพินาศแห่งสยามโลก (ตอนต่อ)

 

 

“กวินท์...แกได้ยินหรือเปล่า”

เหล่าผู้นำชนกลุ่มน้อยเริ่มสนใจกับท่าทีของผู้นำ

“เกิดอะไรขึ้น” วิศุทธิ์เอ่ย เดินเข้ามาเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน

“ไม่มีการตอบรับจากกวินท์” เขาตอบ แววกังวลปรากฏในดวงตา

“กวินท์ๆ”

ไร้การตอบรับ

“ฉันว่าแกหยุดก่อนเถอะ บางทีอาจจะไม่มีสัญญาณ” วิศุทธ์ปลอบ

ชาญรัตน์พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ วางเครื่องมือสื่อสารลง ทันทีที่มันกระทบพื้นเสียงซ่าก็ดังขึ้นไม่ได้ศัพท์ เขารีบคว้ามันกลับมาทันที

“กวินท์ แกได้ยินหรือเปล่า นั่นแกใช่ไหม”

เสียงอู้อี้ตอบกลับมา

“ครับท่าน .....”

“แกเป็นอะไรไหม”

“ไม่ครับ ท่านครับ”

“อะไร”

“เราได้ตัวนายพลพิฆาตได้แล้วครับ.....”

 

                                         .................................

 

ภาพทุกอย่างปรากฏอยู่ตรงหน้า เครื่องเก็บสารที่มาดาริมอบให้ข่าวคือกุญแจที่ไขประตูสงครามทุกบาน ภาพการประชุมของคณะรัฐมนตรีทั้งเก้าคน ปฏิบัติการลับของทหารอวกาศที่เข้าจับกุมรัฐมนตรีชาญรัตน์ และบันทึกของพ่อ...

“สุริยัน พ่อรู้ว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา เมื่อลูกได้ดูบันทึกนี้ พ่อมั่นใจว่าลูกคงรู้แล้วว่าพ่อคือต้นเหตุของสงครามสยามโลก ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพ่อ...”

อดีตนายพลในภาพบันทึกดูหมองเศร้า ผมเผ้าที่เคยเรียบแปลบ บัดนี้ฟูกระเซิงไม่เป็นทรง

“แม้เราจะได้ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมาไว้สำหรับสร้างแดนสยามใหม่ขึ้นมาแทนโลกเก่าที่ถูกทำลายไป แต่ในสิทธิที่พวกเขายื่นให้ เรากลับขาดความเป็นอิสรภาพ พ่อพยายามถูกวิถีทางที่จะทำให้โลกใหม่ของเราหลุดพ้นจากตกเป็นทาสทางวิทยาศาสตร์ของพวกมัน เรามิอาจยอมได้”

 ชายในความทรงจำของเครื่องเก็บสารเดินวนไปมา

“พ่อจึงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้น และทำให้พวกเขาเกิดความแตกแยกเพื่อที่สยามโลกของเราจะไร้ค่าในสายตาของพวกมัน ร่างกายของพ่อก็ทรุดโทรมลงทุกวัน ด้วยเหตุนี้เพื่อสานต่ออุดมการณ์พ่อจึงจำเป็นต้อง.....”

 ภาพทั้งหมดดับลง ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่ในใจ  เด็กหนุ่มสับสน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเห็นแต่ความดีของพ่อในสายตา ความเป็นชายชาติทหาร ความเป็นพ่อที่รักลูกเหนือสิ่งใด แต่เปล่าเลย พ่อเขาก็เห็นแก่ตัวเหมือนคนทั่วไป”

สุริยันทรุดเข่าลง แหงนหน้ามองดวงดาว อีกไม่นานมันคงไร้แสง ผู้นำสยามประเทศคนใหม่จะต้องทำลายมันเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร ศึกภายในยุติลงแล้ว ต่อไปนี้คือการเปิดฉากสงครามระหว่างดาวดวงอื่น เขาส่ายหัวให้กับอิสรภาพที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย มันเป็นเช่นนี้เรื่อยมา...

 เด็กหนุ่มลุกขึ้น เร่งฝีเท้าไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้แต่ทีแรก ทิ้งความทรงจำไว้กับความมืดเบื้องหลัง...

 

 ชุมชนตลอดทางที่เขาก้าวไปมีเพียงความอ้างว้าง บ้านแต่ละหลังเงียบกริบ หน้าต่างไฟฟ้าถูกเลื่อนลงทุกบาน เป็นเช่นนี้ทุกครัวเรือน เขาย่ำไปไปในความสงบหลังความฉุกละหุกวุ่นวาย กระทั่งมาหยุดลงใต้เงามืดของตึกสูงตระหง่านที่เป็นศูนย์รวมของบาปผิดที่ยังไม่ได้รับการสำนึก ทหารยามยืนประจำอยู่ทุกช่องทางเข้า เขาก้าวเข้าไป

“หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่งั้นกระสุนจะเจาะหัวแก” ทหารอวกาศนายหนึ่งขู่

เด็กหนุ่มไม่สน เดินใกล้เข้าไป

“หยุดอยู่ตรงนั้น

ไร้การตอบรับจากใบหน้าเยาว์วัย นิ้วข้างหนึ่งจ่ออยู่ที่ไกปืน

“ช้าก่อน ผมมามอบตัว ผมรู้ที่ซ่อนของพวกกบฏ”

ทหารยามทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนที่อีกคนจะรายงานขึ้นไปที่ชั้นบน

“ไปได้” หนึ่งในทหารยามเดินนำหน้าไปหลังการค้นตัว

เด็กหนุ่มเดินตามไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงหน้าลิฟท์ความเร็วสูง ด้วยความประมาท ทหารยามจึงต้องพลาดท่าให้กับหมัดเปล่าของสุริยัน ช่องเหนือลิฟท์ถูกเปิดออก

เขาไต่บันไดขึ้นไปตามปล่องลิฟท์ เสียงขู่กรรโชกดังขึ้นเป็นบางช่วงสลับกับเสียงรายงานความคืบหน้าในการค้นหากบฏของหน่วยรบพิเศษ สุดปล่องมีช่องอากาศ เขาทิ้งตัวผ่านช่องเล็กๆ นั้นเข้าไป

 เท้าสัมผัสพรมสีน้ำเงินรูปโลกใบเก่า เสียงสนทนาดังมาจากอีกฝากหนึ่งของห้อง เบื้องหน้ามีพลาสม่ารักษาความปลอดภัยกระจายอยู่โดยรอบ เขามิอาจเข้าใกล้ ใครคนหนึ่งเอ่ยชื่อพ่อของเขามาจากห้องนั้น จับใจความได้ว่าท่านถูกคุมตัวอยู่ภายในตึกนี้ แต่ที่ใดเขาก็ยังไม่ทราบ

 เสียงกุกกักดังขึ้นเหนือศีรษะ วัตถุบางอย่างตกลงมา เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบได้ทัน มันค่อยเกลือกกลิ้งไปตามผืนพรม ส่วนกลางของมันเปิดออก แลเห็นภายในคล้ายนัยน์ตามนุษย์ มันคือเครื่องตรวจจับความร้อนที่ใช้สัญญาณเดียวกันกับเครื่องบินบังคับก่อนโลกเก่าล่มสลาย สุริยันค่อยๆ คลานเข้าไปซ่อนในมุมหนึ่งข้างกระถางพรรณไม้อวกาศ ร่างหนึ่งหย่อนลงที่เดียวกับเขาเมื่อครู่ก่อน ชายหนุ่มในชุดพรางตัวย่องเข้าไปหยุดอยู่หน้าพลาสม่า ชายปริศนาใช้ปืนสลายธาตุยิงใส่มัน ชั่วพริบตาเกราะรักษาความปลอดภัยก็หายไป

 ร่างชุดดำอีกสามร่างทยอยตามมา และในชั่ววินาที กองกำลังปริศนาก็เข้าจู่โจมห้องประชุมได้สำเร็จ ร่างนายพลพิฆาตนอนราบกับพื้นพร้อมกับผู้นำการก่อรัฐประหารคนอื่นๆ พวกกบฏปฏิบัติภารกิจอย่างฉับไวจนพวกทหารไม่ทันระวังตัว เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อน ย่องเข้าไปใกล้บริเวณห้อง

“ครับท่าน” ชายหนุ่มที่ปราศจากเครื่องอำพรางใบหน้าพูดกับเครื่องมือสื่อสาร

ร่างของคณะผู้ก่อรัฐประหารยืนเรียงกันอย่างไร้ทางสู้ ทุกคนดูหมดหวัง ยกเว้นแต่นายพลพิฆาตที่ยังยืนตระหง่านอย่างสงบเสงี่ยม แววตานั้นกร้าวผิดมนุษย์

 “สวัสดีท่านนายพล” ร่างของคณะกลุ่มใหม่ปรากฏขึ้นเลือนรางกลางห้องซึ่งเป็นตำแหน่งการย้ายมวลสาร

“แกอย่าดีใจไปชาญรัตน์ ถึงฉันจะทำไม่สำเร็จ แต่ประชาชนก็รู้ความจริงหมดแล้ว”

“ฉันไม่สนใจพวกโง่ข้างล่างนั้นหรอก แกคิดจะผลักฉันตกบังลังค์เพื่อนำระบบเผด็จการกลับมาใช้อีกใช่ไหมล่ะ”

นายพลเหยียดยิ้ม

“ฉันไม่ปฏิเสธกลับเรื่องนั้น แต่เรากำลังต้องเป็นเหยื่อของพวกข้างนอกนั่น”

“แล้วแกจะไปไยดีมันทำไมเล่า เราก็อยู่ส่วนเรา มันจะทำอะไรก็ช่างมัน” รัฐมนตรีชาญรัตน์พูดอย่างสบายใจ

“แกมันแตกพวก ชาญรัตน์” นายพลขบฟันพูด “เราจะอยู่ได้อย่างไรหากไร้ความเป็นไท”

ผู้ฟังหัวเราะร่วน

“ได้สิท่านนายพล เพียงแค่เราลบทิฐิพวกนี้ไปก็จบแล้ว อิสรภาพกับความเป็นไทคืออะไร เราไม่เห็นต้องไยดีกับมัน”

ใบหน้าชายชาติทหารแดงก่ำ มือกำหมัดแน่น

“ได้...หากเป็นเช่นนั้นเราจะได้เห็นดีกัน”

รัฐมนตรีหนุ่มหัวเราะลั่น “ได้เห็นแน่ ท่านนายพล”

“กวินท์จับมัน

กระบอกปืนเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน รัฐมนตรีตกเป็นเป้ากระสุน

“อะไรนี่...” เขาอ้าปากค้าง

“กลยุทธ์ศึกไง ท่านรัฐมนตรี” นายพลปลดเครื่องพันธนาการให้ตนเอง “ท่านมีมันหรือเปล่า”

“มีสิ” ชายหนุ่มพูดเสียงเย็น “วิศุทธิ์เอาตัวมันมา”

แถบใต้ประตูกลายเป็นสีเขียวเมื่อมันเปิดออก ร่างสองร่างถูกผลักให้เดินเข้า ชายชรากับเด็กสาวอีกคนหนึ่ง สุริยันทรุดลงกับพื้น บุคคลที่เขารักทั้งสองคนตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู

 สีหน้านายพลมีแววประหลาดใจระคนตื่นกลัว

“ท่าน...”

“ฉันไม่เป็นอะไร พิฆาต” ชายชรากล่าว

ชายหนุ่มพยายามย่องเข้าไปใกล้บริเวณห้องมากขึ้น ภาพคนรักตกอยู่ในอันตรายทำให้เขาอยู่ไม่ติดพื้น

“ปล่อยพวกเรา ไม่งั้นไอ้แก่นี่ตาย” ชาญรัตน์ประกาศเสียงกร้าว

ใบหน้าท่านนายพลถอดสี เป็นครั้งแรกที่แววตาเขามีความกลัวจับ

“อย่า ใจเย็นๆ ชาญรัตน์ แกไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้”

อาวุธถูกยกขึ้นจ่อขมับตัวประกันชาย

“หนึ่ง...”

“ไม่นะ ชาญรัตน์”

“สอง...”

“ได้โปรด”

“สาม..”

“ปล่อยมัน

ปืนทั้งหมดของหน่วยทหารลดลง รัฐมนตรีหนุ่มแสยะยิ้ม

“คุณก็เหงื่อตกเป็นเหมือนกันนะ ท่านนายพล”

“ปล่อยพวกเขาเถอะ” นายพลพิฆาตวิงวอน

“เสียใจ...คุณก็รู้..ไม่ควรรับข้อเสนอของศัตรู”

“ผมไม่ได้รับข้อเสนอของคุณ

“งั้นหรือ...ผมจะกล่าวอีกครั้ง กรุณาถอนกำลังของคุณกลับด้วย”

“ไม่! บัดนี้ผมคือผู้นำสยามโลก”

“จริงหรือ ไหนดูสิว่าท่านจะปกป้องเหยื่อสงครามผู้นี้ได้หรือเปล่า”

“อย่า ชายชราร้อง ร่างสั่นเทาด้วยความกลัว “ได้โปรดฆ่านังนี้แทนฉัน”

สุริยันอ้าปากค้าง ตะลึงในประโยคที่ได้ยิน

“ท่าน นายพลอุทาน

“งั้น...จัดให้ครับท่าน” ชาญรัตน์เอ่ย พร้อมหันกระบอกปืนไปทางเด็กสาว

“เสียใจนะหนู แต่ต้องมีใครสักคนสละชีวิตเพื่อให้สงครามยุติลง”

นิ้วประทับที่ไกปืน เริ่มต้นปฏิกิริยาภายในกระบอก ทว่าโดยไร้สุ่มเสียง ปืนที่ใกล้ลั่นกระสุนกระบอกนั้นกระเด็นออกไปนอกหน้าต่าง

“อะไรกัน...” รัฐมนตรีหันไปมอง เห็นหมัดขนาดใหญ่ลอยมา

เขาทรุดลงกับพื้น เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับการล้มลงของทหารหลายนาย

“มาดาริระวัง แต่สายเกินไป กระสุนฝังเซรุ่มเจาะเข้าที่กลางหน้าอกเด็กสาว เธอทรุดลงกองกับพื้น

“สุริยัน...ฉันเห็นแสงสว่าง” ประโยคสุดท้ายถูกกลบด้วยการระเบิดกระสุน หญิงที่เขารักมากที่สุดสิ้นใจแล้ว ชายหนุ่มร้องโหยหวน

“สุริยันรีบไปกันเถอะ”

“พ่อ เขาเหวี่ยงหมัดใส่ชายชราด้วยความโกรธเกรี้ยว

ผู้บังเกิดเกล้าล้มลง แต่ยังแลบุตรชายด้วยความเป็นห่วง

“ลูกต้องเข้าใจ ลูกคือ...” คำพูดขาดห้วง กระสุนทะลุผ่านร่างผู้พูดเฉียดหน้าสุริยันไป เขาอุทานลั่น

“พ่อ...” เขาประคองร่างชายชราไว้ในอ้อมกอด “ทำไมพ่อต้องทำ”

“พ่อรู้...พ่อผิดที่ก่อสงครามเพื่อกู้เอกราช” คำพูดเบาแทบมิได้ยิน “ฟังนะ..พ่อต้องบอกความจริงให้ลูกรู้”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ

“พ่อร่วมมือกับดร. ติณ” ผู้ใกล้ตายเอ่ย “สร้างเครื่องจักรขึ้นมาสำหรับแผนการนี้ มันมีพลังในการกำหนดชะตาลิขิตของคนในสยามโลก แต่พ่อเลือกมนุษย์เพียงคนเดียวที่จะสานต่ออุดมการณ์ที่ผิด และเห็นแก่ตัวของพ่อ ลูกพอจะรู้ไหมว่าเขาคือใคร”

ชายหนุ่มพยักหน้า ความเข้าใจเริ่มปรากฏเลือนราง

“ทุกอย่างได้ถูกเครื่องจักรนั่นลิขิตไว้แล้ว   มันจะทำหน้าที่วนอดีต   ปัจจุบันและอนาคตให้คงอยู่เช่นนี้โดยมีลูกเป็นศูนย์กลาง   ไม่มีประชาชนคนใดล่วงรู้ถึงปฏิบัติการลับนี้   แต่บัดนี้พ่อเข้าใจแล้วว่าการยุ่งกับกฎของจักรวาลไม่ใช่เล่นๆ   เช่นเดียวกับดร.   ติณที่ไม่มีวันฟื้นอีกเลยเพราะอนาคตหรืออดีตของลูกเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งเมื่อคืนนี้ผ่านไป   ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พ่ออธิบายสิ่งต่างๆ   ให้ลูกฟัง   และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายของพ่อ”

“ลูกเคยเล่าความฝันที่พ่อฟังซึ่งบัดนี้มันก็กลายเป็นความจริงต่อหน้าลูกแล้ว ความฝันนั้นคือความทรงจำบางส่วนก่อนที่จะถูกลบล้างไป  เพราะฉะนั้นต้นเหตุของการก่อรัฐประหาร และความสูญเสียทั้งหมดก็คือตัวลูกเองในอนาคต ซึ่งในตอนนี้ก็คือ...”

“ฉันเอง” ปืนกระบอกหนึ่งยื่นมาจ่อผู้เป็นพ่อ

“ชาญรัตน์...” สุริยันกระซิบ

“ฉันฝันถึงเหตุการณ์นี้ทุกคืน ที่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าเด็กคนนั้นก็คือแกเอง” ชาญรัตน์พูด “ฉันจำอะไรเกี่ยวกับเรื่องคืนนี้ไม่ได้เลย”

“ถูกต้อง เธอจะต้องถูกลบความจำในคืนนี้แหละ ทุกครั้งที่ผ่านมาฉันเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง”          ชายชรากระอักเลือด แบคทีเรียที่แตกจากเซรุ่มกำลังกัดกินร่างกายเขา “แต่ฉันแก่เกินไปแล้ว ฉันจึงต้องให้เด็กสาวผู้นี้เป็นเหยื่อของแก เพราะต้องการให้ลูกชายฉันเข้ามาในห้อง”

น้ำตาพ่อลูกรินไหล

“แต่แกก็ต้องไปแล้วตาแก่ ฉันจำไม่ได้หรอกว่าเคยเป็นลูกของแก” สุริยันในอนาคตกล่าว

 ปืนระเบิดกระสุน ชายผู้เริ่มต้นสงครามจากไปด้วยกระสุนนัดสุดท้ายของสงคราม

“ทีนี่ก็แก...” ปากกระบอกหันมาเล็งชายหนุ่ม “แกจะไม่มีทางได้เป็นฉันคนต่อไป”

เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มเผยอยิ้ม

“ถ้าฉันกับแกฝันเหมือนกัน เราก็ต่างรู้ว่าใครจะต้องจากไปหลังเหตุการณ์นี้”

เขามองออกไปด้านหลัง ผู้ฟังมองตามไป นายพลพิฆาตกำลังคลานไปที่ปืนข้างร่างไร้ชีวิตของนายทหาร รัฐมนตรีชาญรัตน์รีบวิ่งไป

 “ไม่ ร่างเขากระเด็นไปชิดขอบกระจกด้วยแรงกระแทกจากเด็กหนุ่ม สุริยันคว้าปืนจากนายพลขึ้นเล็งศีรษะชายผู้เป็นอนาคตของเขา

“เราไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ฉันต้องยุติสงคราม” เขากล่าวโดยไม่สนใจร่างของนายพลที่ลุกขึ้นเบื้องหลัง

“ลาก่อน...”

แสงสีขาวสว่างจ้า ร่างในเครื่องแบบผู้นำทหารล้มลง ปืนทำลายความทรงจำตกอยู่ข้างลำตัว ควันที่ปากกระบอกบ่งบอกว่ามันได้ลั่นกระสุนออกไปแล้ว อุดมการณ์ที่ริเริ่มโดยสามบุรุษแห่งสยามโลกได้รับการสานต่ออีกครั้ง...

 

                                                 .......................

“หัวหน้ามันล่ะ”

“ตายแล้วครับ เขาพยายามขัดขืน เราจึงจำต้องวิสามัญฯ”

“แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นล่ะ เดรมลี่”

“ยังมีชีวิตอยู่ครับ  แต่ความทรงจำหายเกลี้ยงเลย ท่านจะรับสั่งอย่างไรดีครับ”

“เอาไปที่บ้านฉัน   เมียฉันมันอยากได้ลูกชายมานานแล้ว   ไม่ต้องไปสืบหาพ่อแม่มันหรอก   ในเมื่อความทรงจำมันหายเกลี้ยง     ฉันจะสอนให้มันเล่นการเมือง   ถ่ายทอดวิชาส่วนตัวให้เลย...ตระกูลฉันจะได้อยู่ยงคงกระพัน!”  “ครับท่าน....รัฐมนตรีชาญรัตน์”

กรงล้อแห่งการกอบกู้เอกราชยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าสยามโลกจะแตกดับด้วยศึกสงครามภายใน และเล่ห์กลของศัตรูที่จับจ้องอยู่อย่างใกล้ชิด...

 

 

                      …………………………………………………….

 

 

 

 
 
 

คลีนิกเรื่องสั้น 17

วัฎพินาศแห่งสยามประเทศ

ทิววาริณ รัตน์ราตรี

 

            เรื่องสั้น “วัฎพินาศแห่งสยามประเทศ” มีแนวคิดที่น่าสนใจ เป็นการเขียนเรื่องในแนวไซไฟบนพื้นฐานของเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงอย่างแยบยล โครงเรื่องอยู่ในขั้นดี หากแต่น่าเสียดายที่วิธีในการนำเสนอซึ่งทำให้เรื่องรวบรัดและสับสน จนลดทอนความดีและเด่นของเรื่องลงอย่างมาก

            เมื่อมองย้อนไปถึงสิ่งที่ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้รวบรัดและสับสน ก็จะพบว่าเกิดจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

1.มีตัวละครที่มากเกินไป

   ในส่วนของตัวละคร จำแนกได้ 2 ประเภท คือ

   1.1 ประเภทที่ไม่มีความจำเป็น ซึ่งสามารถตัดออกได้โดยไม่มีผลกระทบต่อตัวเรื่อง ซึ่ง

         ได้แก่ มาดาริ เพราะแม้จะไม่กล่าวถึงมาดาริเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

         ใด ๆ ตรงกันข้ามกับจะทำให้เรื่องมีความกระชับขึ้น และลดพื้นที่ของเรื่องสั้นเรื่องนี้

         ลงไปได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

   1.2  ตัวละครที่ไม่สามารถตัดออกได้ ได้แก่ ดร.ติณ ซึ่งแม้จะเป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง

         แต่ก็เป็นกุญแจที่ดอกใหญ่และเทอะทะเกินไป

2.มีเหตุการณ์ที่มากเกินไป

   เรื่องสั้นเรื่องนี้ถ้าแบ่งออกเป็นฉาก ๆ ก็จะได้ถึง 7 ฉาก ซึ่งแต่ละฉากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งทำให้เรื่องมีขนาดยาวเกินไป แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ผู้เขียนต้องรวบรัดเรื่องลงจนไม่สามารถจะบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้อ่านได้อย่างเต็มที่

3.ตัวละครแต่ละตัวขาดบุคลิกภาพ หรือความชัดเจน

   ผู้อ่านไม่สามารถเห็นภาพของ รัฐมนตรีชาญรัตน์ และพลเอกพิฆาต รวมถึงความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองได้อย่างเด่นชัด หรือแม้แต่สุริยันซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง ผู้เขียนก็น่าจะบรรยายรูปร่างหน้าตาและบุคลิกลักษณะมากกว่านี้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถจดจำและบันทึกภาพของสุริยันไว้ในความทรงจำได้

 

     สำหรับ “วัฎพินาศแห่งสยามโลก” ผมมีคำแนะนำให้เลือก 2 ทางครับ

ทางแรก คือเขียนเป็นเรื่อง ขนาด 3-4 ตอนจบ ซึ่งโดยเนื้อหาที่มีอยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะทำเป็นเรื่องในลักษณะนั้นได้อย่างสบาย ๆ

ทางที่สอง ขยายเป็นนวนิยาย โดยเพิ่มเนื้อหา ฉาก และบรรยากาศไซไฟเข้าไปอีก เพราะโครงเรื่องแข็งแรงพอที่จะสามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ได้

    

       ผมอยากให้คุณทิววาริณ ใช้เวลาในการทำความเข้าใจปมปัญหาต่าง ๆ ทั้งในโลกของความเป็นจริงและโลกของเรื่องไซไฟอย่างรอบด้าน โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปรับปรุงงานชิ้นนี้ เพราะอย่างไร ผมก็รออ่านเรื่องของคุณได้เสมอ

 

ประภัสสร เสวิกุล

ซันติอาโก ชิลี, 22 เมษายน 2550

  

 

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
www.psevikul.com นิตยสารสกุลไทย นิตยสารขวัญเรือน  amarinpocketbook นานมีบุ๊คส์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ศูนหนังสือจุฬา ร้านนายอินทร์ ประพันธ์สาสน์ เวบคุณวิกรม กรมดิษฐ์  Masharee Blog วรรณวรรธน์คาเฟ่ เวบของคุณ คีตาญชลี เวบกระบี่ทูเด เวบกลอนธรรมะ